Monday, August 31, 2026

ตุลาการฟันทุจริต 4 คดีดังจำนำข้าว จีทูจี ไร่ส้ม อัลไพน์

สัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม 2560 เป็นช่วงเวลาของการพิพากษาคดีทุจริตหลายคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคม เพราะนอกจากจะสร้างความเสียหายต่อรัฐจำนวนมหาศาลแล้ว ยังมีจำเลยเป็นนักการเมืองและคนดัง ซึ่งคำพิพากษาที่ออกมาจะมีผลต่อโฉมหน้าการเมืองไทยในอนาคต

“ยิ่งลักษณ์” ล่องหน ลือหนีคดีรับจำนำข้าว ไปดูไบ

25 ส.ค. 60 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาคดี โครงการรับจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในข้อหากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว 5 แสนล้านบาท

แต่เมื่อถึงกำหนดนัด นางสาวยิ่งลักษณ์ไม่เดินทางมาศาล มอบหมายให้ทนายความยื่นคำร้องขอเลื่อนฟังคำพิพากษา เนื่องจากป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน วิงเวียนศีรษะรุนแรง ฝ่ายอัยการโจทย์แถลงคัดค้าน ไม่เชื่อว่าเจ้าตัวจะป่วยจริงเพราะไม่มีใบรับรองแพทย์ และอาการป่วยดังกล่าวไม่รุนแรงถึงขั้นมาศาลไม่ได้

ศาลพิเคราะห์แล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยหลบหนี จึงให้ออกหมายจับและปรับนายประกันเต็มวงเงิน 30 ล้านบาท พร้อมสั่งเลื่อนฟังคำพิพากษาเป็นวันที่ 27 ก.ย. เวลา 09.00 น. ขณะที่สื่อสำนักต่างๆ รายงานข่าวว่านางสาวยิ่งลักษณ์หนีออกนอกประเทศไปอยู่กับพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร พี่ชาย ที่ดูไบ แต่ระบุเส้นทางหลบหนีแตกต่างกันไป ส่วนบทสรุปของคดีนี้จะลงเอยอย่างไรต้องรอฟังคำพิพากษา 27 ก.ย.

จำคุกอ่วม ขบวนการจีทูจีระบายข้าว “บุญทรง” โดน 42 ปี

ในวันเดียวกัน 25 ส.ค. ศาลฎีกาฯ ก็นัดอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 1, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 2 และพวกรวมทั้งสิ้น 28 คน มีทั้งฝ่ายการเมือง ข้าราชการระดับสูง และเอกชน รวมทั้ง นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจค้าข้าวคนสำคัญ

คำพิพากษาระบุว่าพฤติการณ์ของนายภูมิและนายบุญทรง เข้าข่ายจงใจปล่อยปละละเลยซ่อนเร้นอำพรางปิดบังความจริงเกี่ยวกับสัญญาการซื้อขายข้าว เพื่อเอื้อประโยชน์เปิดช่องทางให้มีข้าวกลับมาหมุนเวียนขายในประเทศ ผิดหลักการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ

องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีคำพิพากษาว่านายภูมิ จำเลยที่ 1 มีความผิด 2 กระทง ให้จำคุกรวม 36 ปี ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคา มาตรา 12 , นายบุญทรง จำเลยที่ 2 มีความผิด 3 กระทง ให้จำคุกรวม 42 ปี ตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูล มาตรา 12 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151

ส่วนนายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 14 ให้จำคุก 48 ปี ความผิดฐานร่วมกันสนับสนุนเจ้าหน้าที่กระทำผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคา

จำเลยที่เหลือมีคำพิพากษาจำคุกลดหลั่นกันไป ตั้งแต่ 8 ถึง 40 ปี บางรายถูกสั่งปรับเงินบวกดอกเบี้ย ตั้งแต่หลักล้านถึงหมื่นล้านบาท ยกฟ้อง 8 คน ออกหมายจับผู้ไม่มาฟังคำพิพากษา 1 คน และมีจำเลยที่ถูกออกหมายจับก่อนหน้านี้แล้ว 1 คน

องค์คณะผู้พิพากษายังมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้ง 17 คน เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวทั้งหมดส่งไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ก่อนจะแยกนายบุญทรง, นายภูมิ และผู้ที่มีโทษหนักเกิน 15 ปี ไปยังเรือนจำคลองเปรม ขณะที่ทนายจำเลยเตรียมยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานใหม่ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560

อัยการสูงสุดจะหารือเพื่ออุทธรณ์คำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ศาลยกฟ้อง และการชำระค่าเสียหายที่ศาลให้ลดจากคำขอเดิม

“กรรมกรข่าว” นอนคุก ยักยอกค่าโฆษณา อสมท. 138 ล้านบาท

คล้อยหลัง 4 วัน คือ 29 ส.ค. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 ยื่นฟ้องนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด หรือนางชนาภา บุญโต พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บมจ.อสมท., บริษัท ไร่ส้ม จำกัด โดย น.ส.อังคนา วัฒนมงคลศิลป์ และ น.ส.สุกัญญา แซ่ลิ่ม ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บจก.ไร่ส้ม , นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรรายการข่าวชื่อดัง และกรรมการผู้จัดการ บจก.ไร่ส้ม และ น.ส.มณฑา ธีระเดช พนักงาน บจก.ไร่ส้ม เป็นจำเลยที่ 1-4

ร่วมกันยักยอกเงินค่าโฆษณาของช่อง 9 อสมท. โดยจำเลยที่ 1 ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาของรายการ “คุยคุ้ยข่าว” เพื่อเก็บค่าโฆษณาเพิ่มจาก บจก.ไร่ส้ม รวมทั้งสิ้น 17 ครั้ง ทำให้ อสมท. เสียหาย 138,790,000 บาท และยังเรียกรับเงิน 658,996 บาท จากจำเลยที่ 2-4 เพื่อเป็นการตอบแทน

ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วว่าจำเลยทั้ง 4 มีความผิดจริง คือ นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การของรัฐ มาตรา 6, 8 และ 11 ส่วน บจก.ไร่ส้ม , นายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา จำเลยที่ 2-4 มีความผิดฐานสนับสนุน แม้นายสรยุทธจะกล่าวอ้างถึงคุณงามความดีในอดีต แต่ศาลพิเคราะห์ว่าเป็นคนละส่วนกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิด

จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คือ นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ 6 กระทง กระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 30 ปี , ปรับ บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 กระทงละ 20,000 บาท รวม 6 กระทง รวมปรับทั้งสิ้น 120,000 บาท ส่วนนายสรยุทธ จำเลยที่ 3 และ น.ส.มณฑา จำเลยที่ 4 จำคุก 6 กระทง กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 20 ปี

แต่ทางนำสืบเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ศาลจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุก นางพิชชาภา 20 ปี ส่วนนายสรยุทธ กับ น.ส.มณฑา เหลือจำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน และไม่รอลงอาญา ส่วน บจก.ไร่ส้ม ลดโทษให้ปรับรวม 80,000 บาท

ศาลยังพิจารณายกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยทั้ง 4 คนจึงถูกนำตัวไปคุมขัง โดยนายสรยุทธถูกคุมขังที่เรือนจำกลางกรุงเทพมหานคร ส่วนจำเลยหญิงถูกนำตัวไปทัณฑสถานหญิงกลาง ขณะที่ทนายของนายสรยุทธเตรียมใช้สิทธิ์ยื่นฎีกา

คุก 2 ปียงยุทธช่วยเอกชนฮุบธรณีสงฆ์ สร้างสนามกอล์ฟอัลไพน์

วันเดียวกัน ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดีที่ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในฐานะอดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนปลัดฯ

ในคดีใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบพิจารณาอุทธรณ์และสั่งเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน เพื่อช่วยเหลือบริษัท อัลไพน์เรียลเอสเตท จำกัด , บริษัท กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ในเวลาต่อมา ให้ได้รับประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือคดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าพินัยกรรมของนางเนื่อม ระบุชัดเจนว่ายกกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 2 แปลงให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร จ.ประจวบคีรีขันธ์ เท่านั้น อีกทั้งทางวัดยังนำไปขึ้นทะเบียนเป็นที่ธรณีสงฆ์ แล้วให้บุคคลอื่นเช่าทำนา แสดงให้เห็นว่าวัดได้เข้าครอบครองและรับเอาประโยชน์จากที่ดินแล้ว แต่จำเลยจงใจละเลยข้อเท็จจริงต่างๆ และจงใจตีความกฎหมายผิดเพี้ยนไปจากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา

คำสั่งของจำเลยจึงเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยไม่ชอบ แสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้อื่น และก่อให้เกิดความเสียหายแก่วัดธรรมิการามฯ ทั้งยังทำลายศรัทธานางเนื่อมที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง คือเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา และอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวตามที่ร้องขอ แต่ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล และให้รายงานตัวต่อศาลทุก 30 วัน

ขณะที่เจ้าตัวเตรียมยื่นอุทธรณ์สู้คดี แต่ที่กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา คือ รัฐบาลเตรียมจะออก พ.ร.บ.โอนกรรมสิทธิ์ธรณีสงฆ์ จนถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมให้คดีนี้