Problem :

• เกณฑ์การรับนักเรียน ให้ความสำคัญกับคุณค่า เด็กเส้นล่นพวก

• หลักสูตรล้าสมัย

• เกณฑ์ประเมินผลเน้นแข่งขันเชิงปริมาณ มากกว่าคุณภาพ

Solution :

• ปรับเกณฑ์รับนักเรียน โดยเน้นให้คุณค่าความประพฤติและมีจิตสาธารณะ 

• ปรับปรุงหลักสูตร ส่งเสริมทักษะชีวิต ควบคู่ทักษะการคิดวิเคราะห์ทางวิชาการ

เช้าวันหนึ่ง…ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นเมื่อได้ยินข่าวเรื่องการศึกษาว่า ในปีการศึกษา 2561 โรงเรียนสารขันธ์ทั่วประเทศ จะมีการรับเด็กด้วยวิธีที่เปลี่ยนไปจากเดิม

ไม่มีการจับฉลาก…ไม่มีการสอบคัดเลือก…ไม่เน้นการบริจาคเงินอุปถัมภ์แลกที่นั่ง แต่จะพิจารณารับเด็กจากโปรไฟล์หลัก 3 ประการ คือ 

1. ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการทำกิจการเพื่อสังคม 

2. มีคนรับรองว่า ครอบครัวนี้ หรือ เด็กคนนี้มีพฤติกรรมที่ดีต่อสังคม 

3. เด็กมีความตั้งใจมุ่งมั่นในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดในชีวิตของตนเอง (วิธีการว่ากันไปตามระดับของเด็ก) 

ยังไม่ทันไร ก็มีข่าวปรากฏมากกมายว่า ขณะนี้สถานที่บางแห่งรายได้ลดลงมากเพราะคนไม่ไปบนบานศาลกล่าวกันอีกแล้ว แต่ทุกคนแข่งกันทำประโยชน์เพื่อสังคมเพราะอยากเข้าโรงเรียนนี้ 

ในวันถัดมาฉันเห็นข่าวพาดหัวใหญ่เรื่องการปฏิวัติแนวทางการให้เงินสนับสนุนของรัฐที่เรียกกันว่า “เงินอุดหนุน” คือ มีการยกเลิกการให้รายหัวเด็กทั้งโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชนตามจำนวนเด็ก แต่เป็นการให้เงินสนับสนุนเมื่อเด็กผ่านเกณฑ์ที่ถูกกำหนดขึ้นโดยแบ่งเป็นการประเมิน 2 แบบ 1. จากวิชาการที่เรียน 2. จากการเอาตัวรอดในชีวิต / การคิดวิเคราะห์ 3. จากคุณธรรมที่เด็กมี จำนวนเด็กเท่าไหร่ที่ผ่านเกณฑ์ก็จะได้รับการสนับสนุนตามนั้น

ไม่น่าเชื่อในช่วงบ่ายวันเดียวกันโทรทัศน์ก็พากันประโคมข่าวใหญ่เรื่องการขยายชั้นเรียนของโรงเรียนที่เปิดอยู่แล้ว ข่าวว่าโรงเรียนที่จะมีการขยายชั้นเรียนนั้นต้องพิสูจน์ได้ว่าเด็กที่ผ่านการศึกษาของโรงเรียนผ่านเกณฑ์ทุกคนตามสโลแกนที่ว่า “No one left behind in our school administration” “ไม่มีเด็กคนไหนที่ถูกทอดทิ้ง (ให้เรียนไปตามยถากรรม) เมื่ออยู่ในการดูแลของโรงเรียนเรา” และหากจะมีการเปิดโรงเรียนใหม่โรงเรียนนั้นจะต้องได้รับการตรวจสอบ ภายใน 5 ปี หากประเมินแล้วพบว่า เด็กไม่มีคุณสมบัติตามที่ได้มีการวางยุทธศาสตร์ชาติไว้ จะต้องปิดโรงเรียนนั้นทันที

ที่เป็นข่าวใหญ่ไม่แพ้กันคือไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐบาลโรงเรียนเอกชนโรงเรียนนอกระบบเราไม่ได้เปิดโรงเรียนเพียงเพราะตะบี้ตะบันรับเด็กเพื่อเอางบประมาณแต่โรงเรียนถูกจัดทำขึ้นมาเพื่อให้ได้ “เด็ก” ที่จะกลายเป็น “ผู้ใหญ่” ที่มีคุณภาพของสังคมและเป็น “คนสูงวัย” ที่มีความสุขในบั้นปลาย

สุดท้ายฝันไปว่าการวางแนวทางการศึกษาเป็น Area Base ทุกภาคส่วนที่จัดการศึกษารู้บทบาทและหน้าที่ของตนเองไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยโรงเรียนในความดูแลของพัฒนาสังคม / ขั้นพื้นฐาน / ท้องถิ่น (เทศบาลอบต. อบจ.) เมื่อวางยุทธศาสตร์ร่วมกันแล้วก็ดำเนินงานตามนั้นจริงๆ แต่ละที่หาความเก่งหรือความชำนาญของสถานศึกษาตนเองเพื่อเด็ก…

แล้วฉันก็ตื่นขึ้นมาพบว่า “ยิ่งปฏิรูปยิ่งตกกับดับของการแข่งขันในทุกรูปแบบและหลงวนอยู่เพียงแค่คะแนนสอบรายกลุ่ม (ค่าเฉลี่ย) ที่จัดกันอยู่เกลื่อนกลาด”

ผู้เขียน : อัตตาวัล