อดีตผ่านไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง มีเพียงปัจจุบัน

ข้อความแฝงปริศนาธรรมที่ประมวลมาจากส่วนหนึ่งในบทเทศนาของพระมหาเถราจารย์นิกายเซน ”ติชนัทฮันน์” ซึ่งถูกเชิญมาไว้บนใบปิดหนังเรื่อง “Walk with me: ก้าวเดินกับฉัน”  เพื่อชักจูงสาธุชนทั้งหลายให้เข้าไปดื่มด่ำฉ่ำชื่นกับรสชาติแห่งธรรมผ่านโลกภาพยนตร์สารคดี

ศรัทธาความเลื่อมใสที่มีต่อท่านมหาเถราจารย์ติชนัทฮันน์ผสมผสานกับพลังของใบปิดได้ดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลเข้าไปสัมผัสกับเรื่องราวหมู่บ้านพลัมและวัตรปฏิบัติของท่านมหาเถราวจารย์ติชนัทฮันน์ผ่านภาพยนตร์สารคดี ”Walk with me” รอบพรีเมียร์อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

ความพิเศษของรอบพรีเมียร์อยู่ตรงที่ผู้มีจิตศรัทธาในท่านติช-นัทฮันน์ และแฟนภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ได้มีโอกาสร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ”Talk with me” และได้มีโอกาสสัมผัสความรู้สึกนึกคิดของผู้สร้างสรรค์งานภาพยนตร์สารคดีตัวพ่ออย่าง  “แม็กซ์  พิวจ์” (Max Pugh) ซึ่งเป็นผู้ปั้นภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้แบบตัวเป็นๆ

“หนังเรื่องนี้เดินเรื่องด้วยฉากในชีวิตประจำวันของพระและแม่ชี ณ หมู่บ้านพลัมในหนึ่งวันที่ดำเนินชีวิตไม่ต่างกับมนุษย์ปกติ ในฐานะผู้กำกับหนังเรื่องนี้ผมต้องการนำเสนอทั้งด้านมืดด้านสว่างด้านเทาๆของชีวิตนักบวช อย่างภาพของความง่วงเหงาหาวนอนเวลาฟังธรรมบรรยาย ความเบื่อหน่ายระหว่างวัน เพียงเพื่อต้องการสื่อสิ่งที่เขาเป็นแบบไม่ปิดบังในเพศบรรพชิตว่าพวกเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งไม่แตกต่างจากผู้ชมเลย”

 

ก้าวข้ามรายการ Talk with me กับคนทำหนังตัวจริงเสียงจริงก็ถึงเวลาแห่งการรอคอยในการร่วมก้าวเดินไปกับท่านติชนัทฮันน์ …..

พลันที่หนังเรื่องนี้เปิดเรื่องขึ้นมาด้วยฉากแรกที่สื่อถึงความบริสุทธิ์สะอาดของธรรมชาติคละเคล้ากับเสียงสายน้ำไหล…เสียงหวีดหวิวของสายลมและเสียงหริ่งเรไรหรือแม้กระทั่งเสียงมดดำที่ยาตราทัพครืดคราดบนเสื่อพลาสติกซึ่งเรียงร้อยกันเป็นบทเพลงทำนองเสนาะอยู่ในหมู่บ้านพลัม  ช่างเป็นฉากที่เปี่ยมพลังในการสะกดอารมณ์ความรู้สึกที่พุ่งพล่านให้สงบนิ่งเป็นสมาธิได้อย่างชะงัด

ขณะที่เสียงของธรรมชาติทำหน้าที่เป็นเหมือนเสียงเพลงขับกล่อมเบาๆตลอดการเล่าเรื่องราวในภาพยนตร์ แนวทางการปฏิบัติของหลวงปู่ติชนัทฮันน์ก็ค่อยๆถูกนำเสนอในแต่ละฉากผ่านกิจวัตรที่เกิดขึ้นจริง ณ หมู่บ้านพลัม 

เริ่มจากการ เดินวิถีแห่งสติ ที่แม็ก พิวจ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ ตั้งใจนำเสนอผ่านฉากของฤดูกาลที่เปลี่ยนไป ความขาวโพลนของหิมะในฤดูหนาว ความชุ่มฉ่ำเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้าในฤดูใบไม้ผลิ แสงแดดสดใสในวันอากาศดีของฤดูร้อน ตามที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้

“เราวางโครงสร้างหนังตามฤดูกาลทั้งสี่ โดยใช้ธรรมชาติเป็นตัวละครหลัก” 

ความน่าประทับใจของฉากนี้ จึงเป็นภาพของฤดูกาลที่สวยงามแบบไม่ได้ปรุงแต่งส่วนความหมายที่สื่อมาถึงผู้ชม คือแม้ฤดูกาลแปรเปลี่ยน แต่วัตถุประสงค์ของการเดินตามแนวทางของหลวงปู่ติช นัท ฮันน์ ยังถูกบอกเล่าในใจความเดิม คือการเดินเพื่อเชื่อมโยงเท้ากับแผ่นดินที่เหยียบย่างลงไป พร้อมกับความตระหนักรู้ถึงลมหายใจที่ผ่านเข้าออก ซึ่งเป็นการสื่อถึงการหลอมรวมชีวิต ให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

ภาพของชีวิตประจำวันในหมู่บ้านพลัม ตามที่ แม็กซ์ พิวจ์ ผู้กำกับได้เกริ่นไว้ ก็ไม่ได้นำเสนอแค่ภาพของกิจวัตรปกติทั่วไป แต่ได้สอดแทรกคำสอนของหลวงปู่ไปด้วย เช่น ภาพของแม่ชีที่กำลังทำอาหาร ทว่า ทันทีที่ เสียงระฆังแห่งสติดังขึ้น เธอพร้อมที่จะหยุด เพื่อที่จะ “กลับบ้าน” เบิกบานกับการสูดลมหายใจเข้าลึก ออกยาว สัก 3 ครั้ง ก่อนที่จะเริ่มภารกิจตามหน้าที่ของเธอต่อ

การร้องเพลงภาวนา หรือ การสวดเพลง ถูกถ่ายทอดพร้อมกับภาพความซาบซึ้งที่แสดงออกผ่านสีหน้า ทั้งรอยยิ้ม และคราบน้ำตา ถึงตอนนี้ อดข้องใจไม่ได้ในฐานะผู้ชมที่ไม่ได้อยู่ในสถานที่ถ่ายทำจริงว่า รู้สึกกันได้ถึงขนาดนั้นเลยหรือ เพราะเมื่อรับชม รับฟัง เพลงภาวนาแล้ว กลับไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งใจได้ขนาดนั้น

ตัดมายังฉากที่เชื่อว่าสร้างความประทับใจให้ผู้ชมส่วนใหญ่ได้ไม่น้อยกับการที่ หลวงปู่ติช แสดงธรรมบรรยาย พร้อมตอบคำถามของเด็กน้อยที่ทุกข์ใจกับการสูญเสียเพื่อนสี่ขาของเธอ ว่าเธอควรจะทำอย่างไรจึงจะหายจากความโศกเศร้านี้ หลวงปู่สอนให้เด็กน้อยละวางจากความทุกข์นั้น แล้วตอบว่า

“เธอจงแหงนมองขึ้นบนฟ้า มองไปที่เมฆสวยงาม วันหนึ่งเมฆนั้นจะกลายเป็นฝน และเมื่อเธอดื่มชา เธอก็จะเห็นมวลเมฆนั้นอยู่ในน้ำชาที่เธอกำลังจะดื่ม”

ปริศนาธรรมที่ซ่อนอยู่ในฉากนี้คือการสื่อว่า ทุกสิ่งที่เราคิดว่าได้สูญเสียมันไปแล้ว มันไม่เคยหายไปไหน แค่เพียงได้เปลี่ยนสถานะ ตามสัจธรรมของชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย กลับคืนสู่ธรรมชาติ สิ่งที่เราทำได้ คือ ยินดีกับทุกชีวิตใหม่ที่ได้เกิดขึ้น อย่ามัวไปทุกข์อยู่เลย

ฉากนี้อาจจะให้ความรู้สึกซาบซึ้ง กินใจ แต่ออกจะ ”เกินจริง” หรือ ”surreal” ไปนิด

น่าสงสัยว่าหนูน้อยวัยกระเตาะ อายุ 5-6 ขวบ จะเข้าใจปริศนาธรรมให้ปล่อยวางความทุกข์จากการสูญเสียสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รักได้ตรงตามความหมายที่หลวงปู่สื่อสารดีเพียงใด ???

เสน่ห์น่าทึ่งของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ไม่ได้วนเวียนอยู่เฉพาะความสงบของหมู่บ้านพลัม ในฝรั่งเศส เท่านั้น แต่ยังได้สะท้อนให้เห็นถึงจิตที่ถูกฝึกมาดีแล้ว จิตที่ตั้งมั่นอยู่ในสมาธิ สามารถสงบนิ่งอยู่ได้ท่ามกลางความโกลาหลอลหม่านตามเมืองใหญ่ ในสหรัฐอเมริกาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ 

เสียงบรรยายของ Benedict Cumberbatch นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง ที่มีความกลมกลืนอย่างลงตัวกับเรื่องราวในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ก็มีส่วนอย่างสำคัญที่มำให้ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้สมบูรณ์ขึ้น  

Walk with me เลือกจบด้วยภาพในลีลาแบบศิลปะแนวอิมเพรสชั่น ผ่านม่านแสงงดงามที่ค่อยๆจางหายไป ราวกับต้องการฝากไว้เป็นปริศนาธรรมให้ผู้คนได้ซึมซับกลับไปตีความกันตามอัธยาศัย…

ถ้าจะถามภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เป็นยังไง?  ตอบตามตรง คือภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นหนังดี แต่ไม่สนุก ต้องใช้สมาธิในการดูค่อนข้างสูง คอยคิดตามทุกฉาก ทุกตอน 

อย่างไรก็ดีไม่ได้รู้สึกเสียดายเวลา  90 นาที ที่ใช้ไปกับการดูหนังเรื่องนี้ ที่ช่วยให้ได้เรียนรู้ว่า วิถีการปฏิบัติในแบบหลวงปู่ติช นัท ฮันน์ คือการใช้ชีวิตจดจ่ออยู่กับปัจจุบันอย่างมีสติหากได้ฝึกฝนและปฏิบัติเป็นประจำ จะทำให้มีสติ คอยกำกับอยู่ทุกลมหายใจ…ทุกจังหวะการก้าวย่าง

การก้าวย่างไปกับหลวงปู่ติช นัท ฮันน์ คือการก้าวย่างไปอย่างมีสติ และจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน

เรื่อง : ประอรพิชญ์ คัจฉวัฒนา

ขอบคุณภาพจาก

http://walkwithmefilm.com/

http://www.doctor-nash.com/walk-with-me/

https://www.facebook.com/DocumentaryClubTH/

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here