เคยไหม? ที่คอหนังทั้งหลาย จะมองให้ลึกทะลุเข้าไปในมิติของโทนสี ซึ่งซ่อนอยู่ในหนังแต่ละเรื่อง เพื่อหาคำตอบที่แอบอยู่เบื้องหลังความสนุกของหนังแต่ละเรื่อง
หนังแต่ละเรื่อง เลือกที่จะใช้โทนสีสะท้อนอารมณ์ บ่งบอกความรู้สึก และสไตล์ของหนังด้วยลีลาที่แตกต่างกัน นอกเหนือไปจากมิติของบท..มิติของภาพ…มิติของเสียง…และมิติของการแสดง

สีโทนแดง มักจะถูกนำมาใช้ เพื่อสื่อถึงความร้อนแรงรุนแรงและอันตราย รวมถึงอารมณ์ที่เกี่ยวพันกับความลุ่มหลง
ภาพยนตร์เรื่องที่มีการใช้โทนสีแดงอยู่ค่อนข้างมากในหลายๆฉากเช่น “American Beauty” ซึ่งหนังจะออกไปทางความลุ่มหลงความอันตรายเสียส่วนใหญ่ หรือ “Only God Forgives” ที่เน้นเรื่องความรุนแรงเป็นหลัก รวมทั้ง ”TheShining” หนังฆาตรกรรมสยองขวัญของฆาตรกรโรคจิต

สีโทนชมพู เป็นโทนสีที่ให้อารมณ์ ความรู้สึกสดใสอ่อนหวาน เป็นตัวแทนของผู้หญิงสวยงามและไร้เดียงสา ซึ่งโทนสีชมพูนั้นมักจะถูกนำไปใช้ในหนังสำหรับเด็กและหนังรักที่มีการเล่าเรื่อง แบบสดใสเป็นหลักยกตัวอย่างเช่น ”Grease” หนังรักโรแมนติกสไตล์ musical หรือ ”Her” หนังว่าด้วยหนุ่มขี้เหงาที่ตกหลุมรักเสียงของหญิงสาวที่ไม่รู้ว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่
รวมทั้งหนัง “The Royal Tenenbaums” ซึ่งเป็นเรื่องราวของครอบครัวสุดหรรษาที่มีทั้งตลกดราม่า และความรัก หรือแม้กระทั่ง ”The Grand Budapest Hotel” หนังตลกร้ายที่แอบใช้โทนสีชมพูผสมอยู่แทบจะทั้งเรื่อง

สีโทนส้ม สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกอบอุ่น ซึ่งหนังที่เลือกใช้โทนสีแบบนี้ส่วนมากก็จะเป็นหนังที่มีเนื้อหา”หนัก” หรือหนังครอบครัว…หนังวัยรุ่นหนุ่มสาว สะท้อนเรื่องราวของความสุขและมิตรภาพ รวมทั้งหนังที่บอกเล่าเรื่องราวแปลกๆ
ตัวอย่างของหนังที่มีการใช้โทนสีส้ม เช่น “The Martian” ซึ่งพูดถึงการเอาชีวิตรอดบนดาวอังคารเพียงลำพัง…”Life Of Pi” ที่บอกเล่าเรื่องราวการเอาชีวิตรอดของเด็กหนุ่มที่ติดอยู่กลางทะเลกับเสือที่กำลังหิวโหย….”Little Miss Sunshine” ซึ่งสื่อเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวซึ่งมีปัญหาเพราะช่องว่างระหว่างวัย

สีโทนเหลือง มักจะถูกใช้เพื่อบ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึก ”คลั่ง-เจ็บป่วย-วังเวง” หรือบางเรื่องก็มีการเอาสีเหลืองมาใช้สะท้อนอารมณ์ของความสงบสุข ความซื่อและไร้เดียงสา
ตัวอย่างหนังที่ใช้โทนสีเหลืองบ่งบอกอารมย์ความรู้สึกค่อนข้างชัดเจน ได้แก่ “Elizabeth:The Golden Age” หนังประวัติศาสตร์ของกษัตริยาที่ต้องจับดาบออกศึกปกป้องบ้านเมืองของตนเอง…”Moonrise Kingdom” หนังตลกว่าด้วยเรื่องของความรักใสๆ ของเด็ก ซึ่งซุกซ่อนความคิดร้ายๆของผู้ใหญ่เอาไว้

สีโทนเขียว เป็นโทนสีที่บอกถึงความสวยงามแบบธรรมชาติและความอ่อนวัยได้ดีที่สุด แต่บางทีสีเขียวก็ยังถูกใช้ในหนังที่ต้องการบ่งบอกถึงความอันตรายความชั่วร้าย รวมถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดี
ตัวอย่างหนังที่มีการใช้โทนสีเขียวมาแสดงอารมณ์ เช่น ”The Jungle Book”หรือในชื่อไทย ”เมาคลีลูกหมาป่า”
“Into The Wild” เรื่องราวของชายหนุ่มผู้สละทุกอย่างในชีวิตและเดินเท้าเข้าป่าเพื่อค้นหาความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ ก็เป็นอีกตัวอย่างของการใช้สีโทนเขียวสะท้อนอารมย์ความรู้สึกได้อย่างน่าทึ่ง

สีโทนฟ้า มักถูกเลือกนำมาใช้เพื่อแทนค่าอารมณ์ความรู้สึกเงียบ..เหงา..โดดเดี่ยว…หนาวเย็น..
ตัวอย่างหนังที่ใช้โทนสีฟ้าอยู่หลายฉาก เช่น “Drive” ที่พูดถึงชายหนุ่มผู้ไร้ตัวตนและเลือกที่ยึดอาชีพของคนขับรถให้กับเหล่าอาชญากร หรือ ”The Truman Show” หนังตลกร้ายที่พูดถึงชีวิตชายหนุ่มผู้ซึ่งถูกรายการเรียลลิตี้จัดฉากให้การใช้ชีวิต ของเขาเต็มไปด้วยเรื่องราวที่หลายคนต้องอิจฉา….”Lost in Translation” หนังที่สื่ออารมณ์ของความเหงาของหญิงสาวที่ต้องตามสามีไปใช้ชีวิตอยู่ในต่าง แดนซึ่งอยากที่จะเข้าใจทั้งภาษาและวัฒนธรรม

สีโทนม่วง มักถูกนำมาใช้เมื่อต้องการสื่อสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกลึกลับ ชวนพิศวง รวมไปถึงอารมณ์อีโรติค
ตัวอย่างหนังที่มีการใช้โทนสีม่วงผสมผสานอยู่ด้วย ได้แก่ “Avatar” หนังแฟนตาซีไซไฟ ของคนที่ต้องเข้าไปเรียนรู้การใช้ชีวิตของชนเผ่าซึ่งมีลักษณะแปลกประหลาด….”Frozen” หนังแอนิเมชั่นเล่าเรื่องราวของเจ้าหญิงผู้อาภัพแห่งเมืองน้ำแข็ง
วาจาส่อภาษา…กิริยาส่อสกุลฉันใด…โทนสีที่คนทำหนังซ่อนไว้ในหนัง ก็ส่ออารมณ์ความรู้สึกที่เป็นนามธรรม ให้คนดูหนังสัมผัสรับรู้ได้ถึงวิญญาณของหนัง…
ทำให้หนังดูสนุกตื่นเต้นเร้าใจมากขึ้นฉันนั้น










