คุณแม่สายโซเชียลในยุคดิจิทัลเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มือหนึ่งอุ้มลูก อีกมือกดโทรศัพท์มือถือก็ช้อปปิ้งได้แบบชิลๆ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปห้าง จึงไม่แปลกที่ยอดขายสินค้าสำหรับเด็กผ่านสื่อออนไลน์จะเติบโตอย่างรวดเร็ว
ผลสำรวจล่าสุด กลุ่มคุณแม่ตั้งแต่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ กลุ่มที่มีบุตรอายุไม่เกิน 16 ปี และกลุ่มที่ช่วงอายุระหว่าง 21 ถึง 35 ปี รวมทั้งหมดแล้วมีถึง 8 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีทั้งกำลังซื้อและอำนาจการตัดสินใจสูงกว่ากลุ่มอื่น การสร้างผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณแม่กลุ่มนี้ จึงเป็นอีกช่องทางที่ไม่เลวทีเดียว
ดร.พสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการสำรวจพฤติกรรมและทัศนคติในการบริโภคของกลุ่มคุณแม่รุ่นใหม่ พบว่ากว่า 58% เริ่มดูทีวีน้อยลง หันไปเปิดรับและเชื่อถือสื่อดิจิทัลมากกว่าสื่อดั้งเดิม
กิจกรรมยอดนิยมของคุณแม่ยุคดิจิทัล คือ เช็คอีเมล์ 85%, ท่องเว็บไซต์เกี่ยวกับการเลี้ยงลูก 83%, ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค 81%, ช้อปปิ้งออนไลน์ 73% และค้นหาข้อมูลทั่วไป 72% (ที่มา theAsianparent.com)
คุณแม่ยุคใหม่ยังให้ความสำคัญเรื่องการดูแลรูปร่าง ออกกำลังกาย ตามแฟชั่น บริโภคอาหารและเครื่องดื่มออร์แกนิค เลือกสินค้าที่ปราศจากหรือเลี่ยงสารเคมีให้มากที่สุด และมีพฤติกรรมแบบปัจเจก คือ จงรักภักดีต่อแบรนด์ เลือกรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์ที่ตรงใจ ให้ความสำคัญต่อโปรโมชั่น รวมถึงสนใจสินค้าที่สร้างสังคมกับเพื่อนๆ ในโลกโซเชียลมีเดียได้ เป็นต้น
ปั้น 5 อุตสาหกรรมดาวรุ่ง เอาใจคุณแม่ยุคดิจิทัล
จากฐานข้อมูลเหล่านี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงเปิดตัว 5 อุตสาหกรรมดาวรุ่ง โดนใจคุณแม่สายโซเชียลเพื่อเป็นแนวทางให้เหล่า Startup ที่สนใจจะขยายตลาดและคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า
1. กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าสำหรับเด็ก ควรต้องมีฟังก์ชั่นหรือคุณสมบัติพิเศษ รวมถึงการส่งเสริมความฉลาดหรือพัฒนาการของเด็ก เช่น เสื้อผ้าในกลุ่มเส้นใยธรรมชาติและฝ้าย ผลิตภัณฑ์สำหรับชีวิตประจำวัน เช่น ครีมอาบน้ำ ผ้าอ้อม และผลิตภัณฑ์ของเล่นเด็กที่ผลิตจากยางพารา รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารเด็ก
2. อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ คุณแม่ยุคดิจิทัล ถือว่าเป็นกลุ่มต้นๆ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ทั้งด้านรูปร่าง ผิวพรรณ ระบบภายใน เสริมสมรรถภาพร่างกาย และการรักษาโรค มีมูลค่ารวมทางธุรกิจกว่า 6.67 แสนล้านบาท (ข้อมูลจากศูนย์วิจัย ธ.ไทยพาณิชย์) ต้องเน้นขยายตลาดในเชิงลึก มุ่งสร้างนวัตกรรมใหม่ และคุณสมบัติที่หลากหลาย เพื่อให้สินค้าน่าสนใจ
3. อุตสาหกรรมแฟชั่น กว่า 91% ของคุณแม่วัย 21-35 ปี ส่วนใหญ่ยังดำเนินชีวิตใกล้เคียงก่อนมีบุตร สินค้ากลุ่มนี้จึงมีทางขยายตลาด โดยต้องโฟกัสการออกแบบ ลวดลาย สีสัน ให้สอดคล้องกับบุคลิกที่หลากหลาย
รวมถึงเพิ่มนวัตกรรมเพื่อสร้างจุดเด่น เช่น ใช้เส้นใยฟิลาเจนที่สกัดจากคอลลาเจน รักษาความชุ่มชื้นของผิว ป้องกันกลิ่นกายและแสงยูวี รวมถึงเส้นใยสับปะรด คาดว่าสินค้าแฟชั่นของไทยในปีนี้ จะเติบโตที่ระดับ 9 แสนล้านบาท
4. อุตสาหกรรมอุปกรณ์ดิจิทัลและบริการแอพพลิเคชั่น พฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้คือต้องการเข้าสังคม ชอบความบันเทิง ชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้ง่ายไม่ซับซ้อน ยิ่งถ้าช่วยลดภาระและเพิ่มความสะดวกสบายจะยิ่งโดนใจ อาทิ เครื่องปั๊มและถุงเก็บน้ำนม เบบี้มอนิเตอร์ อุปกรณ์เครื่องทำความสะอาดอัตโนมัติ อุปกรณ์เสริมถ่ายภาพ แอพพลิเคชั่นด้านเดลิเวอรี่ต่างๆ และแอพพลิเคชั่นเพื่อการติดตามลูก
สินค้ากลุ่มนี้ถือว่าโตเงียบ เนื่องจากมีผู้ประกอบการน้อยราย แต่ความต้องการสินค้ามีปริมาณสูง
5. อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง กลุ่มคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ต้องการสินค้าประเภทให้ความชุ่มชื้น ดูแลผิวพรรณ ลดภาวะการเกิดสิว ส่วนคุณแม่ที่มีบุตรยังคงนิยมผลิตภัณฑ์ความงามทั่วไป คือ ลิปสติก น้ำหอม ปกปิดริ้วรอย แต่คาดว่าเทรนด์ที่กำลังจะมาในอนาคต คือ ลดการใช้น้ำ ผลิตจากธรรมชาติ และเครื่องสำอางสำหรับเด็ก
คาดการณ์ว่าในปี 2560 อุตสาหกรรมเครื่องสำอางจะเติบโตเกือบ 3 แสนล้านบาท (ที่มา : คลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย)
กลยุทธ์เจาะตลาดสินค้าแม่–เด็ก ให้โดนใจ
อ.สุพรรณี วาทยะกร อาจารย์ประจำสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) แนะนำว่าต้องทำการตลาดให้ถูกช่องทาง เน้นสื่อออนไลน์เป็นหลัก เพราะผลการวิจัย “Digital Mom–keting การตลาดคลิ้ก พิชิตใจคุณแม่” พบว่าคุณแม่ใช้เฟซบุ๊กค้นหาและข้อมูลสินค้ามากถึง 57% รองลงมาคือกูเกิ้ล 23% และจากเว็บไซต์โดยตรง 7% และการใช้ลูกดาราเป็นพรีเซนเตอร์ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า
ผลวิจัยยังพบว่า สื่อออนไลน์มีผลต่อคุณแม่ที่มีลูกวัยแรกเกิดถึง 3 ปี เท่านั้น ส่วนกลุ่มคุณแม่ที่มีลูกอายุ 4-6 ปี ยังนิยมเลือกซื้อสินค้าตามห้างร้านมากกว่า เพราะได้เห็นและเปรียบเทียบสินค้าก่อนซื้อ











