มโหรีปี่กลองเถิดเทิงโหมโรงโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่ถือเป็นภาคสมบูรณ์ ของโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ซึ่งถูกริเริ่มขึ้นในยุคโชติช่วงชัชวาล สมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผ่านไปแล้วหลายเพลา แต่ความกังวลยังคงเป็นตะกอนค้างคาอยู่ในใจนักลงทุน รวมถึงชาวบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดในอีอีซี คือฉะเชิงเทรา-ชลบุรี-ระยอง


นายวีระพล พวงพิทยาวุฒิ ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง และกรรมการฟอรั่ม 21  ซึ่งฝังตัวทำงานอยู่ในพื้นที่มานาน ให้ข้อสังเกตที่เป็นสาเหตุเบื้องต้นของความกังวลว่าน่าจะมาจาก ”อ่อนประชาสัมพันธ์”

“ฝ่ายนโยบายจะต้องสื่อสารกับผู้ปฏิบัติให้ทั่วถึงและสม่ำเสมอเพื่อให้เข้าใจในเป้าหมายเดียวกันและจะต้องจัดทำแผนดำเนินงานรวมทั้งตารางเวลาว่าใครจะต้องทำอะไรเมื่อไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องบุคลากรที่จะต้องเตรียมการเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานว่าต้องการบุคลากรประเภทใด จำนวนเท่าไร และเมื่อใด”

นายวีระพล อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อเรารู้ว่ามีอุตสาหกรรมเป้าหมายประเภทใดในพื้นที่ที่จะมาลงทุน ซึ่งจากการสอบถามผู้จะลงทุนพบว่าต้องการแรงงานประเภทช่างประเภทอาชีวะเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางส่วนกลางก็มีคำสั่งให้ทางพื้นที่เตรียมการพัฒนาเด็กนักเรียนในพื้นที่ให้มาเรียนอาชีวะตามความต้องการของตลาดพร้อมจัดทำหลักสูตรเฉพาะตามความต้องการของผู้ลงทุนโดยพัฒนาหลักสูตรในระบบทวิภาคีโดยให้ผู้ลงทุนเข้ามาร่วมกำหนดหลักสูตรบางส่วนตามที่ตนเองต้องการ

“ในการกำหนดหลักสูตร ควรเชิญนักลงทุนที่มีแผนจะลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายมาร่วมกันจัดทำแผนการผลิตนักเรียนอาชีวะและร่วมจัดทำหลักสูตร โดยทางผู้ลงทุนต้องแจ้งมาว่าต้องการช่างประเภทใด จำนวนเท่าไร และเมื่อไร ทางอาชีวะจะได้ผลิตให้เหมาะกับความต้องการเป็นทางด้านดีมานต์ไซด์ และขณะเดียวกันทางโรงเรียนอาชีวะต่างๆในพื้นที่ก็ต้องนำตัวเลขจำนวนนักเรียนอาชีวะที่สามารถผลิตได้ในแต่ละปีมากางรวมกัน และจัดสรรว่าแต่ละโรงเรียนอาชีวะจะผลิตนักเรียนประเภทใด และจำนวนเท่าไหร่ เพื่อให้นักเรียนที่ผลิตทุกคนมีงานทำเป็นการผลิตตามความต้องการของตลาด หรือเรียกว่าทางด้านซัพพลายไซด์”

นายวีระพล ย้ำว่า เรื่องอาชีวะ เป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมาการผลิตนักเรียนที่จบอาชีวะมาเป็นการใช้หลักสูตรเดียวทั้งประเทศเหมือนกับการตัดเสื้อไซค์เดียวให้กับทุกคน ซึ่งบางวิชาก็ไม่เหมาะกับพื้นที่ ดังนั้นจึงควรมีการปรับปรุงโดยผลิตช่างฝีมือตามที่ตลาดต้องการ แล้วก็ผลิตตามนั้น เพื่อให้คนในพื้นที่ได้ทำงานใกล้บ้าน หากทำแบบนี้ผลประโยชน์จาก อีอีซี ก็จะตกไปถึงคนในพื้นที่

“นอกจากเรื่องการผลิตบุคคลากรตามความต้องการของตลาดแล้ว ก็ควรหาโอกาสสร้างงานให้กับกลุ่ม SME ทั้งรายเดิมและรายใหม่ว่าสามารถปรับผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่ตัวเองผลิตให้รองรับกับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ตัวอย่างเช่นศูนย์ซ่อมเครื่องบินและอากาศยานที่อู่ตะเภา ก็ต้องไปคุยเพื่อหาลู่ทางให้ SME ในพื้นที่สามารถผลิตชิ้นส่วนให้ตอบความต้องการของศูนย์ซ่อมและสามารถใช้วัถุดิบจากในพื้นที่ให้มากที่สุด เช่น ชิ้นส่วนที่เป็นผลิตภัณท์จากยางพารา ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่ง”

“ที่ผ่านมามีการเชิญผู้ประกอบบางราย ไปร่วมพูดคุยเพื่อให้ทราบความต้องการเรื่องกำลังคน เพื่อจัดทำแผนผลิตอัตรากำลังอาชีวะที่ต้องการ แล้วก็มีการปรับหลักสูตรอาชีวะให้เป็นทวิภาคี เอาเด็กไปเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานในโรงงานเสียก่อน เพื่อที่เมื่อจบออกมาก็ทำงานได้เลย”

ในส่วนของข้อห่วงใยเกี่ยวกับการเก็งกำไรเรื่องที่ดิน นายวีระพล กล่าวว่าเป็นประเด็นน่าเป็นห่วง ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้การดำเนินโครงการสะดุด และดูเหมือนภาครัฐยังไม่มีมาตรการป้องกันเรื่องนี้อย่างชัดเจน และอีกเรื่องก็คือเรื่องความไม่เข้าใจของประชาชน เช่น สถานีรถไฟความเร็วสูง ประชาชนบางส่วนต้องการให้มีการเพิ่มสถานีเพื่อได้ใช้บริการด้วย แต่หลักการรถไฟฟ้าความเร็วสูงนั้น จะต้องมีสถานีน้อยๆ เพื่อให้ใช้ความเร็วได้ ซึ่งภาครัฐคงต้องทำความเข้าใจต่อไป รถไฟฟ้าความเร็วสูงเปรียบเสมือนกระดูกสันหลัง ถ้าต้องการได้ประโยชน์สูงสุด ท้องถิ่นจะต้องเตรียมระบบขนส่งย่อยมารับระบบใหญ่ให้ทันเวลาเพื่อสามารถเชื่อมต่อไปยังท้องที่สำคัญในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง

นายวีระพล ยังชี้แจงถึงการจัดระเบียบผังเมืองใหม่ ภายใต้อีอีซีด้วยว่า ต้องกำหนดประเภทการใช้ประโยชน์บนที่ดินแต่ละแห่งให้ชัดเจน โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ทุกฝ่ายจะได้รับ

“การกำหนดประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ชัดเจน ในลักษณะ area base เป็นเรื่องสำคัญ โดยที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรต้องจัดทำแผนบูรณาการร่วมกัน พร้อมกับต้องพูดคุยทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ”

นายวีระพล บอกอีกด้วยว่าผังเมืองฉบับใหม่ รองรับอีอีซี ควรจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีหลังจากพระราชบัญญัติอีอีซี บังคับใช้ เพื่อให้การใช้ประโยชน์ที่ดิน ได้ประโยชน์สูงสุด และเมืองใหม่ที่จะเกิดขึ้น จะต้องทำการวางระบบสาธารณูปโภค การบริการจัดการระบบจราจร

“พื้นที่สีเขียว หรือพื้นที่เกษตรกรรม ในผังเมืองของอีอีซี ควรกำหนดให้สามารถมีอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อชีวิตคนและสิ่งแวดล้อม เข้าไปตั้งอยู่ได้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตของตนเองได้ ซึ่งเชื่อว่าหากกำหนดไปให้ชัดเจนแบบนี้แล้ว ชาวบ้านเขาน่าจะรับได้ เพราะพวกเขาได้ประโยชน์”

อย่างไรก็ดี นายวีระพล มีความเป็นห่วงในปัญหาขาดแคลนน้ำ เนื่องจากพื้นที่ภาคตะวันออกนั้นยากที่จะสร้าง หรือจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมมากกว่านี้ อีกทั้งแหล่งน้ำที่เป็นอ่างเก็บน้ำ จากการประมาณการความต้องการในอนาคต พบว่าน้ำที่มีอยู่ในพื้นที่ปัจจุบัน จะไม่เพียงพอ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here