พระบุญญาบารมีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงตรากตรำพระวรกาย มุ่งมั่นสร้างและสั่งสมเพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตลอดรัชสมัย ได้ก่อเกิดอานุภาพอภินิหารน่าอัศจรรย์ใจนานัปการทั้งที่สัมผัสได้ด้วยตาเปล่า และรับรู้ได้ด้วยหัวใจ….

สดๆ ร้อนๆ ในช่วงรอยต่อของค่ำคืนวันพุธที่ 25 ตุลาคม ถึงยามเช้าตรู่ของวันประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิง ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560 ได้บังเกิดปรากฏการณ์

”หมอกธุมเกตุ” ขึ้นซ้ำรอยเหตุการณ์ที่เคยอุบัติขึ้นในวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต และซ้ำรอยเหตุการณ์วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต

ปรากฏการณ์หมอกธุมเกตุ ที่ปรากฏขึ้นล่าสุด มีลักษณะเป็นม่านหมอกบางๆที่ลอยต่ำและแผ่ปกคลุมไปทั่วเขตราชวัตรของพระเมรุมาศ ในหลวงรัชกาลที่ 9

ปรากฏการณ์อัศจรรย์ต่อมา ที่ปรากฏขึ้นในวันเดียวกันคือปรากฏการณ์ ”ฟ้าร่ำไห้เทพเทวาหลั่งน้ำตาอาลัย” ซึ่งเกิดขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยในห้วงเวลาตามหมายกำหนดการถวายพระเพลิงฯคือ 16 นาฬิกา 30 นาที

ล่วงมาถึงยามค่ำคืนของวันประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ เวลาคาบเกี่ยวระหว่างประมาณ 22 นาฬิกา ถึง 22 นาฬิกา 30 นาที ซึ่งตรงกับหมายกำหนดการถวายพระเพลิงฯจริงด้วยท่อนไม้จันทน์หอม ก็มีปรากฏการณ์อัศจรรย์เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3

ในยามวิกาลภายใต้ม่านฟ้าสีดำสนิทที่ปกคลุมทั่วอาณาบริเวณพระเมรุมาศ จู่ๆ ก็มีฝูงนกสีขาว มาบินวนเวียนรอบพระนภปฏลมหาเศวตฉัตร ที่ประดับอยู่ส่วนยอดสุดของพระเมรุมาศ แล้วก็บินหายวับไปต่อหน้าต่อตามหาชนจำนวนมากที่กระจายตัวกันอยู่ทั่วท้องสนามหลวง

พระบุญญาบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ยังเป็นที่มาของแรงบันดาลใจ ”ทำดีเพื่อพ่อ”…”ทำดีตามรอยพ่อ”

บรรยากาศประเทศไทยในวันประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ แม้จะปกคลุมด้วยความโศกสลดหดหู่ แต่เป็นวันที่คนไทยคิดดีต่อกัน…คนไทยแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้แก่กัน…คนไทยเอื้ออาทรต่อกัน โดยปราศจากอามิสสินจ้างใดๆ ราวกับเมืองไทยถูกเสกให้เป็น ”เมืองพระศรีอาริย์”

คนไทยมืดฟ้ามัวดินจากทั่วทุกสารทิศ ที่ดั้นด้นเดินทางไปยึดครองพื้นที่ทุกตารางนิ้วโดยรอบท้องสนามหลวง รวมทั้งพื้นที่ในรัศมีที่ห่างไกลออกไป ต่างส่งมิตรไมตรีแก่กันผ่านปฏิกิริยาท่าทีอ่อนโยน หรือถ้อยวาจาที่ละมุนละมัย แม้จะต้องกระทบกระทั่งกัน..เบียดเสียดยัดเยียดกันในพื้นที่แสนจำกัด

“ข้าวมั้ยครับ/คะ…แซนวิชมั้ยครับ/คะ…น้ำมั้ยครับ/คะ…ชา-กาแฟมั้ยครับ/คะ…ไอศครีมมั้ยครับ/คะ…ลูกอมยาดมมั้ยครับ/คะ…..”

วลีที่ส่งผ่านน้ำเสียงนุ่มนวล เชิญชวนให้รับอาหาร-เครื่องดื่ม-หยูกยา ไปไว้เผื่อหิว-เผื่อกระหาย-เผื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ดังเจื้อยแจ้วอยู่ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นรัศมีรอบนอกหรือรอบในท้องสนามหลวง

ไม่มีข้อยกเว้นแม้กระทั่งคำเชิญชวนให้ใช้ห้องน้ำ…“ห้องน้ำ เชิญทางนี้เลยครับ/ค่ะ”

ย้อนเรื่องราวปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์แห่งบุญญาบารมีรัชกาลที่ 9 เมื่อหลายสิบปีก่อน ในช่วงต้นรัชสมัย ก็มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรยืนยันว่าอานุภาพแห่งพระบุญญาบารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้บันดาลให้ฝนโปรยปรายลงมาดับความร้อนแล้งตลอดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินโดยรถไฟไปยังพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2493 ยังความชุ่มชื่นแก่พี่น้องเกษตรกร ตลอดรวมถึงเดรัจฉานชาติอย่างกบ-อึ่งอ่าง

บางช่วงบางตอนในหนังสือคึกฤทธิ์พูด ฉบับรวมปาฐกถา ที่ระลึกเนื่องในวันเกิดครบรอบปีที่ 78 ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นบุคคลที่เคยถวายการรับใช้ใกล้ชิดในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็กล่าวถึงความอัศจรรย์ของพระองค์เอาไว้…

“เมื่อครั้งเสด็จประพาสทางชายพรมแดน ประทับเรือพระที่นั่งเสด็จฯทอดพระเนตรแม่น้ำโขงฝั่งไทย พอไปถึงตำบลหนึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมเวลานั้น กราบบังคมทูลว่าบ้านนี้เรียกว่าอย่างนั้น ตำบลนี้ชื่ออะไร ไปถึงตำบลเรียกว่าวังจระเข้ ก็ทรงพระสรวล มีพระราชดำรัสถามว่าแล้วมีจระเข้ไหม ผู้ว่าฯก็กราบบังคมทูลว่าไม่มี สมัยนี้มีเรือไฟ จระเข้คงไม่มีอาศัยอยู่ได้ ก็ต้องหลบหนีไป ก็มีพระราชดำรัสว่าเสียดายจัง ฉันยังไม่เคยเห็นจระเข้ที่มันอยู่ตามธรรมชาติ พอมีพระราชดำรัสขาดพระโอษฐ์เท่านั้น จระเข้ 2 ตัวโผล่ขึ้นมาให้เห็น ก็ทรงพระสรวล ชี้ให้ผู้ว่าฯดูว่าเห็นไหม”

ความอัศจรรย์ในส่วนนี้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ สะท้อนความเห็นสอดแทรกไว้อย่างน่าคิดโดยตั้งเป็นข้อสังเกตว่าผู้ว่าราชการจังหวัดท่านนั้น ทำทีเหมือนขยันตรวจเยี่ยมราษฏร รู้จักพื้นที่ดี แต่ความจริงกลับเป็นตรงกันข้าม

อย่างไรก็ดีในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ยังได้พูดถึงปรากฏการณ์อัศจรรย์อันเกี่ยวเนื่องกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ณ จังหวัดเพชรบุรี

“ขณะนั้นฝนตกหนัก เมื่อเสด็จฯเข้าทรงเยี่ยมราษฏรในปะรำหลังแรก ฝนก็ยังคงตกหนักจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น พอถึงหมวดปะรำที่จะเสด็จฯออกไปอีกปะรำหนึ่ง ฝนก็ยังตกอยู่ คุณหลวงสุรัตนณรงค์ ราชองครักษ์ถวายให้คนกางกลด พระองค์ทรงยับยั้ง บอกคุณหลวงว่าเขาเปียก เราก็เปียกได้ แล้วก็เสด็จพระราชดำเนินออกไป ฝนหยุดตก แต่พอลับพระองค์ ฝนตกจั๊กๆ พวกที่ตามเสด็จเปียกโชกไปหมด”

บุญญาบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรที่วิวัฒนาการไปสู่ความเป็น ”บุญญาภินิหาร” หากได้พินิจพิเคราะห์ด้วยสติปัญญาที่ตื่นรู้ จะชัดเจนถึงความยึดโยงแนบแน่นอยู่กับ ”ความดี” ที่ขลังและศักดิ์สิทธิ์

ความดียิ่งยวดที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงยึดมั่นและตั้งมั่น คือความกตัญญู ซึ่งเป็นที่รับรู้และชื่นชมกันทั้งโลก ในความกตัญญูที่ทรงมีต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กระทั่งได้รับการยกย่องเทิดทูนให้เป็น ”พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู”

นอกเหนือจากความเป็นยอดกตัญญูแล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังถึงพร้อมด้วยทศพิธราชธรรม ซึ่งประกอบด้วยการให้-การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ-การเสียสละ-ความซื่อตรง-ความอ่อนโยน-ความวิริยะพากเพียร-ความไม่โกรธ-ความไม่เบียดเบียน-ความอดทน-ความเที่ยงธรรมอย่างบริบูรณ์ โดยมีพระราชกรณียกิจ…พระราชจริยวัตร…พระราชดำรัส…พระราชดำริ…พระบรมราโชวาท…พระบรมราชโองการ ตลอดรัชสมัยของพระองค์เป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันได้เป็นอย่างดี

พระองค์ทรงหลอมรวมพระอัจฉริยภาพ พระปรีชาญาณที่ทรงมีอยู่พร้อมสรรพทุกสหวิทยาการทั้งรัฐศาสตร์-เศรษฐศาสตร์-นิติศาสตร์-ศึกษาศาสตร์-ศิลปะศาสตร์-ภาษาศาสตร์-วิทยาศาสตร์-สาธารณสุขศาสตร์-เทคโนโลยี-วิศวกรรมศาสตร์-เกษตรศาสตร์-ชลศาสตร์ –สุนทรียศาสตร์ ผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกับทศพิธราชธรรม แล้วทรงมุ่งมั่นทุ่มเทลงมือปฏิบัติเพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่คนไทย ตลอดจนคนทั้งโลก หรือแม้กระทั่งสิ่งแวดล้อม

สิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำด้วยธรรม เป็นสิ่งที่ประชาคมโลกต่างแซ่ซ้องสดุดี และน้อมเกล้าถวายรางวัลมากมายแด่พระองค์ รวมทั้งยังขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกำหนดให้วันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์เป็น ”วันดินโลก” ในฐานะที่ทรงเป็นปราชญ์พระราชทานแนวทางแก้ปัญหาดินเสีย ดินเสื่อมสภาพอย่างได้ผลดี

ยิ่งไปกว่านั้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเกิดขึ้นจากพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ยังถูกองค์การสหประชาชาติน้อมนำไปเป็น ”หัวใจ” ของการพัฒนาที่ยั่งยืนในโลก ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกันภายในชื่อ Sustainable Development Goals หรือ SDGs 17 ประการ

กุศลกรรมเพื่อประโยชน์สุขของมนุษยชาติที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงบำเพ็ญมาตลอดพระชนม์ชีพ และตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชย์สมบัตินี่เอง ที่มาผนึกรวมกันเป็นพลังแห่งบุญญาภินิหาร ซึ่งบันดาลให้เกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์รัชกาลที่ 9

ผู้เขียน : ตะวันฉาย

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here