ขึ้นชื่อว่าเป็น ผู้ประกอบการ ปัญหามักจะเข้ามาหาโดยที่คุณไม่ได้ร้องขอ เรียกว่าลืมตาตื่นขึ้นมาก็ต้องคิดแล้วว่าจะทำอย่างไรที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ลงทุน บริหารจัดการพนักงาน ไหนยังจะต้องจัดการกับค่าใช้จ่ายจิปาถะที่กำลังจะถึงกำหนดเวลาต้องจ่ายอย่างไร ขณะเดียวกันสมองอีกซีกก็ต้องคิดว่าจะวางแผนการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างไรดีนะ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นบททดสอบในแต่ละวันที่ว่าที่ผู้ประกอบการต้องก้าวข้ามผ่าน ทว่า จะมีสักกี่คนที่สามารถพลิกวิกฤต ความวุ่นวาย ยุ่งยากที่เกิดขึ้นให้เป็น โอกาส ในการสร้างกำไรให้ธุรกิจ

               John D. Rockefeller, Thomas Edison, Steve Jobs บุคคลเหล่านี้ ล้วนเป็นต้นแบบของการล้มลุกคลุกคลาน จนกระทั่งสามารถเปลี่ยนวิกฤต เปลี่ยนอุปสรรค ให้เป็นโอกาสมาแล้วแทบทั้งสิ้น และเทคนิคที่พวกเขาใช้เพื่อนำทางสู่ความสำเร็จ ลองมาดูตัวอย่าง 5 เทคนิคและแนวคิด สุดคลาสสิคต่อไปนี้กัน


ทำสมองให้ว่าง สงบ เย็น

               เมื่อ John D. Rockefeller นักธุรกิจชาวอเมริกัน ทำงานได้เพียง 2 ปี ก็ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจในช่วง The Panic of 1857 ซึ่งกระทบโดยตรงกับการทำงานของเขา แต่ด้วยหลักคิดที่ว่า “มองทุกปัญหาและอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาว่าเป็น โอกาส ที่จะได้เรียนรู้” เขาจึงใช้เวลาไปกับการศึกษาโมเดลของธุรกิจที่เคยต้องเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจ จนสามารถหาโอกาสธุรกิจในช่วงเวลายากลำบากเช่นนั้น แล้วปรับการดำเนินธุรกิจของตนเอง ทำให้ Rockefeller ใช้เวลาเพียง 20 ปีนับจากวิกฤตเศรษฐกิจนี้ ก้าวสู่เจ้าของกิจการน้ำมันสแตนดาร์ดออยล์ ที่มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ในกิจการน้ำมันที่อเมริกาขณะนั้น

               หนึ่งในเคล็ดลับที่ Rockefeller มักจะแชร์ให้ทุกคนฟัง คือ เมื่อไรก็ตามที่คุณมัวแต่ไปหมกมุ่นกับคู่แข่งทางธุรกิจ ว่าเขาไปลงทุนซื้อกิจการที่ไหนแล้วบ้าง หรือกิจการคู่แข่งดูไปได้สวยจังเลย เมื่อนั้นจิตใจคุณจะขุ่นมัวโดยไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้น Rockefeller จึงเลือกที่จะใช้ความสุขุมและความสงบนิ่งสยบความวุ่นวาย เมื่อมองเห็นโอกาสขยายธุรกิจเขาจะไม่รีรอเลยที่จะพุ่งเข้าชนโอกาสนั้น


 มองต่างอย่างท้าทาย

               Steve Jobs คือบุคคลที่ทุกคนจะยอมรับในความอัจฉริยะ ที่สำคัญเขายังเป็นเจ้าของทฤษฎี Reality Distortion Field หรือแปลเป็นไทยว่า สนามพลังงานที่ความจริงถูกบิดเบือน นั่นคือเขาเชื่อมั่นว่า “สิ่งที่ยากควรถูกเปลี่ยนให้เป็นความท้าทาย และสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็จะเป็นโอกาส ที่คนอื่นมองไม่เห็น” แนวคิดนี้ผ่านการพิสูจน์ว่าเป็นจริง เมื่อครั้งเขาตั้งใจผลิตหน้าจอกระจกชนิดพิเศษเพื่อนำมาผลิตไอโฟนรุ่นแรกให้เสร็จทันภายในเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งหุ้นส่วนของเขาทุกคนลงความเห็นตรงกันว่าไม่มีทางที่จะทำเสร็จทันเวลาได้แน่นอน แต่ด้วยความเชื่อมั่นและมองว่าเป็นโอกาสในการท้าทายความสามารถของเขาและทีมงาน เขาสั่งเดินหน้าผลิต ปรากฎว่าภายในเวลาเพียง 6 เดือน Jobs ก็ได้หน้าจอกระจกที่ผ่านการทดสอบความแข็งแรงที่พร้อมสำหรับการผลิตไอโฟนรุ่นแรกภายในเวลาอย่างที่ตั้งใจไว้ ดังนั้นจำไว้ว่า สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น ใช่ว่าจะทำให้เกิดขึ้นไม่ได้


อย่ายอมจำนนกับกฎเกณฑ์

               บทเรียนจาก Samuel Zemurray เขาคือเจ้าของกิจการผู้ผลิตผลไม้รายเล็กในสหรัฐอเมริกา บอกเราว่าอย่ายอมจำนนกับกฎเกณฑ์ทั้งหลายที่มาขัดขวางการทำธุรกิจของคุณ ครั้งหนึ่งเขาต้องการที่จะขออนุญาตทางการสร้างสะพานเพื่อประโยชน์ในการขนส่งสินค้า แต่กลับไม่สามารถก่อสร้างได้ เพราะผลประโยช์ขัดกับ United Fruit บริษัทผลิตผลไม้ยักษ์ใหญ่ที่ติดสินบนภาครัฐไว้ Zemurray จึงตัดสินใจให้วิศวกรของเค้าสร้างท่าเรือเล็กๆและโป๊ะเพื่อร่องเรือเล็กข้ามฝากแทนในการขนส่งสินค้าของเขา เมื่อ United Fruit เห็นก็ถึงกับโวย Zemurray จึงตอบกลับไปแบบอารมณ์ดีว่า “ก็ไม่ได้สร้างสะพานแล้วไง นี่แค่สร้างท่าเรือเก่าๆแค่ 2 ท่าเท่านั้นเอง ไม่น่ามีปัญหานะ”

               ใช่แล้ว นี่คือชัยชนะของการไม่ยอมจำนนกับกฎเกณฑ์เก่าๆทั้งหลายที่มาขัดขวางการทำธุรกิจ มีตัวอย่างให้เห็นในอีกหลายธุรกิจ อย่าง Uber และ Tesla ที่โดดเข้ามานั่งอยู่ใจผู้ใช้บริการ แม้ต้องเจอกับการต่อต้านอย่างหนัก แต่ “แล้วไงใครแคร์”


คาดการณ์ล่วงหน้าถึงสถานการณ์เลวร้าย แล้วเตรียมแผนสำรองเพื่อรองรับมันซะ

            “เมื่อชีวิตของคุณพบกับความยุ่งยาก ปรัชญาเกี่ยวกับความอดทน จะช่วยให้คุณผ่านพ้นช่วงเวลาที่ลำบากไปได้” เทคนิคนี้เป็นนิยมใช้โดยบเหล่าที่ startups และ Fortune 500 บริษัทที่ Harvard Business Review  ซึ่งการฝึกนี้ถูกเรียกว่า pre-mortem ออกแบบโดยนักจิตวิทยา Gary Klein คือการฝึกฝนการล่วงรู้ล่วงหน้า(ในทางที่เลวร้าย) ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการ ถ้าเราสามารถอดทน ฝึกซ้อมจิตใจของเราได้ว่าถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาดอย่าตื่นตระหนกหรือแปลกใจ  กระบวนการนี้จะสามารถทำให้เราเอาชนะคู่แข่งของเราที่ตกใจและไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจกับสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเตรียมใจมาก่อน


ชื่อมั่นและศรัทธาในโชคชะตาของตน

               มีคนเคยพูดว่า สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ แนวคิดนี้สามารถนำไปใช้ในการทำธุรกิจได้เช่นกัน เพราะวันดีคืนดีก็ต้องมีบ้างล่ะที่คนริเริ่มธุรกิจจะคิดไปในทางว่า โชคชะตาทำไมไม่เข้าข้างเราเอาซะเลย ถ้าทุกครั้งที่เกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดหรือเรื่องร้ายที่ไม่น่าพึงพอใจ แล้วคุณมัวแต่เอาเวลาไปคิดโทษโชคชะตาหรือฟ้าดิน นั่นย่อมไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีอะไรขึ้นมา สู้เอาเวลานั้นไปคิดดีกว่าว่าจะหาทางตั้งรับกับสถานการณ์เลวร้ายนั้นอย่างไร และพยายามพลิกวิกฤตนั้นให้เป็นโอกาส มองโลกแง่บวกและสร้างความเชื่อมั่นว่าโชคชะตาคงไม่เล่นตลกส่งแต่เรื่องร้ายๆมาให้เจอะเจอ สักวันต้องเป็นวันของเราบ้างสิน่า

                   ดูตัวอย่างความโชคร้ายที่เกิดขึ้นกับ Thomas Edison ต้องสูญเสียเอกสารงานค้นคว้าวิจัยทั้งหมดไปในกองเพลิงที่ลุกไหม้สถานที่ทำงานของ แต่เขาไม่ได้ใช้เวลาไปกับการก่นด่าในความโชคร้ายที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดนี้เลย แต่สิ่งที่เขาทำคือการยอมรับและพยายามกู้ข้อมูล เอกสาร ที่พอจะกู้คืนได้กลับได้มากและเร็วที่สุด สุดแล้วเขาใช้เวลาเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น ในการกู้คืนข้อมูลบางส่วนและเดินหน้าศึกษาค้นคว้าต่อ เพื่อก่อร่างสร้างธุรกิจต่อจนกระทั่งประสบความสำเร็จในฐานะผู้ก่อตั้ง บริษัทเจเนอรัลอิเล็กทริก (General Electric) บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ของโลก นี่เป็นเพราะเขาเชื่อในหลัก amor fati หรือ love of fate จงเชื่อมั่นและศรัทธาในโชคชะตาของตนนั่นเอง



บทความน่าสนใจ

Top Secret ! 7 นิสัย ต้องลด ละ เลิก ถ้าอยากเข้าใกล้ ความสำเร็จในชีวิต

5 นิสัย ดีต่อสุขภาพ ที่ Success Entrepreneur เขาเป็นกัน

14 เส้นทางลัด สร้าง แรงบันดาลใจ ให้กับตัวเอง สำหรับคนที่กำลังรู้สึก หมดไฟ

Wonder หนังดีต่อใจ ดูได้ทั้งครอบครัว