การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มเอเปคครั้งล่าสุด ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม มีการส่งสัญญาณจากผู้นำสหรัฐ ในการใส่เกียร์ถอยหลังออกจากการยุ่งเกี่ยวจากประเด็นความมั่นคงในภูมิภาคแถบนี้ แล้วหันไปฝักใฝ่กับการแก้ไขปัญหาปากท้องของตัวเองเป็นหลัก


ว่าไปแล้ว สหรัฐอเมริกา ได้แสดงออกอย่างชัดเจนในการใส่ใจกับการแก้ปัญหาของตัวเองนับตั้งแต่โดนัลด์  ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา พร้อมกับประกาศถอนตัวจากภาคีทีพีพี

เหตุผลสำคัญที่กดดันให้รัฐบาลชุดปัจจุบันของสหรัฐ ต้องปรับเปลี่ยนท่าทีและยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ น่าจะเกิดจากการประเมินผลการดำเนินยุทธศาสตร์ตามแบบเดิมๆ แล้วพบว่า ”ได้ไม่คุ้มเสีย” และ “เสียมากกว่าได้” ซึ่งพิสูจน์ทราบแล้วผ่านการสรุปบทเรียนจากการเปิดพื้นที่ความขัดแย้งทางสงคราม หรือการสนับสนุนการส่งออกประชาธิปไตย ที่กลายเป็นปฏิกิริยาสะท้อนสู่การเพิ่มภาระรายจ่ายที่มากขึ้น แถมยังสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาของพันธมิตร

แม้กระทั่งล่าสุด การทำสงครามน้ำลายกับเกาหลีเหนือ ก็ไม่สามารถทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นในเอเชียตะวันออก

ยิ่งไปกว่านั้นการเดินหมากแบบเดิมๆ ของสหรัฐ ยังทำให้เกิดความสูญเสียภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางให้กับรัสเซีย โดยมีข้อพิสูจน์จากกรณีการแก้ไขปัญหาในซีเรีย ซึ่งมีรัสเซีย-ตุรกี-อิหร่าน ประสานพลังกันก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าภาพหลัก เบียดบทบาทของสหรัฐจนตกเวที

หันมาดูอาเซียน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแม้จะพอมีความสงบทางการเมืองระหว่างประเทศอยู่บ้าง แต่อาเซียนก็ไม่มีขีดความสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพในการแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อย่างกรณีโรฮิงยา เกาหลีเหนือหรือข้อพิพาทดินแดนในทะเลจีนใต้


สหรัฐ ได้พลิกแพลงยุทธศาสตร์ใหม่ ด้วยการใส่ความพยายามใช้ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความขัดแย้งกันระหว่างประเทศในภูมิภาค เพื่อเรียกร้องประโยชน์ทางการค้าในรูปแบบใหม่ ด้วยการเรียกร้องแกมกดดันให้ประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งซื้ออาวุธ หรือเอื้อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งแก่สหรัฐ


กรณีตัวอย่างที่พอจะสังเกตเห็นชัดเจนคือ กรณีเวียดนาม ที่ต้องยอมซื้อเฮลิคอปเตอร์จากสหรัฐ แทนรัสเซีย หรือกรณีไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ที่ต้องจำยอมทำตามคำขอร้องแกมบังคับของสหรัฐ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการไม่ถูกกีดกันทางการค้า

นอกจากนั้นในระหว่างการเยือนสหรัฐ ของนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย ก็ถูกกดดันให้ต้องประกาศการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐในหุ้นและโครงการสาธารณูปโภคในสหรัฐ อีกทั้งสายการบินมาเลเซีย ก็ต้องสัญญาว่าจะพิจารณาทางเลือกสำหรับการซื้อเครื่องบินโบอิ้งและเครื่องยนต์ GE คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ


นายกรัฐมนตรีไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อคราวไปเยือนสหรัฐครั้งล่าสุด ก็ถูกหว่านล้อมให้สัญญาว่าจะให้กองทัพซื้อเฮลิคอปเตอร์ “Blackhawk” และ “Lakota” เฮลิคอปเตอร์โจมตี “Cobra” และอัพเกรด F-16 ขณะที่การบินไทย จะจัดซื้อเครื่องบินจากโบอิ้ง จำนวน 20 ลำ และเครือซิเมนต์ไทยตกลงที่จะซื้อถ่านหิน 155,000 ตันเพื่อบรรเทาชะตากรรมของคนงานชาวอเมริกัน โดยที่ ปตท ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจที่จะลงทุน 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในบริษัทผลิตแก๊สจากชั้นหินในรัฐโอไฮโอ เพื่อช่วยสร้างงานมากกว่า 8000 ตำแหน่งในสหรัฐอเมริกา


ทำนองเดียวกันสิงคโปร์ได้ตกลงซื้อเครื่องบินจากโบอิ้งจำนวน 50 ลำพร้อมกับลงนามในการสร้างงาน 7,000 ตำแหน่งให้แก่สหรัฐ

กลเกมยุทธศาสตร์ใหม่ของสหรัฐ ที่กำลังต่อท่อสูบความมั่งคั่งของอาเซียนนี้ ทำให้ภูมิรัฐศาสตร์ของอาเซียน คือที่มาของรายได้และฐานะความมั่งคั่ง มั่นคงของสหรัฐ โดยที่อาเซียนยังไม่พร้อมที่จะบริหารเชิงกลยุทธ์ร่วมกัน เนื่องจากอาเซียนใช้หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในร่วมกันซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งในการกำหนดภูมิรัฐศาสตร์และการทหารของตนเองซึ่งมา

ช่องว่างความสัมพันธ์ระหว่างกันของอาเซียน ผสมผสานกับท่าทีอาเซียนที่มุ่งผลิตนโยบายแข่งขันกันเอง มากกว่าที่จะสร้างความร่วมมือกัน กำลังซ้ำเติมให้อาเซียนอ่อนแอลงอย่างน่าใจหายยิ่ง


เรื่อง : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย   เรียบเรียง : ตะวันฉาย