“speed” หรือ “ความเร็ว” กับ วิถีชีวิตยุคดิจิตอล คือ ฝาแฝดที่ผูกติดกัน และยากจะแยกจากกัน

แล้วดีมั้ย ??

ดี แต่ไม่ทุกกรณี

ทำไม ??


รศ.นพ.ชัชวาลย์ ศิลปกิจ ผู้อำนวยการ ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล มีคำอธิบายชี้ให้เห็นถึงภัยจากความเร็ว ในยุคดิจิตอล ต่อ ความร่มเย็นเป็นสุขในการใช้ชีวิต…

“ในยุคนี้ ทันทีที่มีสิ่งมากระทบจิตใจ อารมณ์ต่างๆ นานาก็เกิดขึ้น ไม่ว่าจะโกรธ ไม่พอใจ หงุดหงิด น้อยใจ ซึ่งความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ก็อัดแน่นจำต้องแสดงออกเดี๋ยวนั้น ชนิดที่รอไม่ได้สักนาทีเดียว และฉับพลันที่อารมณ์แง่ลบนั้นได้แสดงออกผ่านสื่อในยุคดิจิทัล ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็มีทั้งที่คาดเห็นได้และเกินคาดหมาย นี่เป็นผลมาจากการที่คนยุคนี้ขาดการฝึกฝนการใช้ชีวิตอย่างมีสติและไม่ได้เรียนรู้วิธีที่ถูกต้องในการดูแลจิตใจตัวเอง”

อาจารย์หมอชัชวาลย์ บอกว่า คนสมัยนี้เมื่อทำอะไรแบบใจเร็วด่วนได้ แล้วเกิดผิดพลาด กลายเป็นความทุกข์ขึ้นมา ก็มักเลือกวิธีหันหน้าเข้าหาวัด แต่ยังคงตอบตัวเองไม่ได้อยู่ดีว่าไปวัดทำไม คาดหวังอะไรกันแน่จากการเข้าวัด


“คนเรามักคิดถึงการฝึกฝนและดูแลจิตใจ เราก็เข้าวัด เพื่อมุ่งไปทำอะไรที่ดีกว่าเดิม อย่างการตั้งใจจะเป็นคนดี ทำบุญทำกุศล หวังบรรลุธรรม หรืออยากจะมีความสุข ยกระดับจิตใจ ในบริบทนี้ความดีจึงถูกวางเป็นของสูง เป็นเรื่องใหญ่ ที่ใครๆ ก็อยากไปถึง ทั้งหมดนี้ทำให้ทุกคนหลงลืมการฝึกฝนจิตใจ การฝึกสติ ซึ่งต้องปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน เพราะมัวไปมุ่งแต่จะดี นี่เป็นสาเหตุว่า ทำไมหลังจากไปฝึกฝน ไปปฏิบัติธรรม คนนั้นก็ดีขึ้นมาได้ประเดี๋ยวประด๋าว ไม่นานก็เหวี่ยงวีนเหมือนเดิม”


ด้วยเหตุนี้ เมื่อถามถึงอาวุธที่จะใช้รับมือกับเรื่องวูบวาบฉาบฉวยโฉบเฉี่ยว ที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล และวิธีที่จะทำให้ดำรงชีวิตในยุคนี้ได้อย่างสงบสุข ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์จิตตปัญญา รศ.นพ.ชัชวาลย์ มีคำตอบโดยพุ่งประเด็นไปว่า ต้องมีสติที่มั่นคง ซึ่งต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี โดยตระหนักว่า “การฝึกสติไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าไม่ลืมฝึก”

ต่อไปนี้คือแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนา สติ สำหรับรับมือกับความว้าวุ่นในยุคดิจิตอล ตามแบบฉบับของ รศ.นพ.ชัชวาลย์ ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน..ทุกวัน  ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ล้วนอิงตามหลักพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่….


สติเกิดได้ ถ้าระลึกได้

กลวิธีที่จะยั้งความเร็วซึ่งเป็นตัวก่อปัญหาในยุคดิจิทัลนี้ คือ การรู้ทันอารมณ์ไม่พอใจ โกรธ หงุดหงิด ต้องระลึกได้ว่า อ๋อ ความรู้สึกแบบนี้มันเคยเกิดมาแล้ว หยุดมันไว้ตรงที่รู้ได้ไหม ยั้งมันไว้ก่อนได้ไหม บอกตัวเองได้ไหมว่าวันนี้จะไม่ตอบโต้ใคร จะไม่ด่าไม่ว่าใคร พอเผลอจะด่าลงสื่ออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียสักทาง ก็ต้องดึงสติตัวเองกลับมาให้ทัน ยั้งไว้ให้ได้


ตั้งหมุดหมาย จะลด เลิก อะไร

อุบายหนึ่งของการฝึกสติในชีวิตประจำวัน คือการตั้งหมุดหมายก่อนว่าอยากจะลด ละ เลิก อะไร ลดความขี้บ่น ลดความใจร้อน ลดพฤติกรรมขับรถปาดหน้าคนอื่น บ่นลูกน้อยลง ใช้โทรศัพท์มือถือน้อยลง เพราะการฝึกฝนที่ได้ผล ต้องถอดรหัสออกมาให้มันเกาะเกี่ยวกับวิถีชีวิตประจำวันให้ได้


3 steps ใช้ Social Network เป็นเครื่องมือฝึกฝนจิตใจ

1.เวลาได้รับข้อความ สวัสดี ขอบคุณ ภาพ คลิป หรืออะไรดีๆ ขณะอ่าน ดู ชม ให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัว รับรู้ถึงความปรารถนาดีของผู้ที่ส่งมา ไม่ต้องรีบกดไลค์ กดแชร์ บอกตัวเองให้ช้าลงสักนิดจะดีมาก

2.ในทางตรงกันข้าม ถ้าเจอข้อความอะไรที่ไม่ชอบ ไม่พอใจ ทำให้โกรธ ก็ยั้งใจไว้ก่อน อย่าเพิ่งตอบโต้ รับรู้ถึงความโกรธ ความไม่พอใจนั้น หยุดนิ่ง หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆหน้าจอสักครู่ แล้วย้อนมาพิจารณาอารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่ใจ แล้วค่อยตัดสินใจว่าควรจะทำอะไรต่อไป

3.ขณะเดียวกัน ไม่ส่งอะไรพอเป็นพิธี หรือเป็นกิจวัตร เช่น เช้ามา ก็ไม่ต้องส่งข้อความ รูปภาพ สติกเกอร์ สวัสดี


ใช้วิธีนึก น้อมใจ ส่งความปรารถนาดีตามความหมายของข้อความ รูปภาพ สติกเกอร์ไปโดยที่ไม่ต้องกดส่ง แค่นี้จิตใจของผู้ส่งเองก็จะเปิดกว้าง เบิกบาน มีความสุขได้ แถมเป็นวิธีหนึ่งที่จะฝึกฝนให้คุณมีจิตใจที่แข็งแกร่ง มั่นคง ขึ้นด้วย….

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.92/60
Next articleApple ตะลึง! แอปเกมฝีมือคุณยายชาวญี่ปุ่นวัย 82
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์