เอ่ยชื่อของ ‘ดร.ชิต เหล่าวัฒนา’ คนในแวดวงการศึกษาย่อมรู้จักดีในฐานะ ‘ผู้ให้กำเนิดวิทยาการหุ่นยนต์ไทย’ เนื่องจากไปต่อยอดดีกรีปริญญาเอกด้านวิทยาการหุ่นยนต์ ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน สหรัฐอเมริกา แล้วกลับมาเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม หรือที่คนทั่วไปรู้จักในนาม ‘ฟีโบ้ (FIBO)’ ภายใต้สังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี


ไม่เพียงแค่นั้น ชื่อของ ดร.ชิตยังปรากฏในฐานะผู้ริเริ่มการแข่งขันหุ่นยนต์ในประเทศไทยหลายรายการ ด้วยคุณวุฒิที่กล่าวมาทำให้ล่าสุดเขาได้รับแต่งตั้งจาก พณฯ นายกรัฐมนตรี  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการเตรียมการเศรษฐกิจดิจิทัล และ กรรมการซุปเปอร์คลัสเตอร์อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ด้วย

แต่หมวกที่ ดร.ชิต สวมยังไม่หมดเท่านี้ เพราะวันนี้เราจะมาพูดถึงหมวกอีกใบที่อาจารย์ท่านนี้สวมล่าสุด กับการเป็นกำลังสำคัญในคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการ EEC ด้านการลงทุนเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากร ซี่งต้องทำงานร่วมกับภาคการศึกษาอย่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรนำร่อง ได้แก่ หลักสูตรหุ่นยนต์ หลักสูตรซ่อมบำรุงอากาศยาน และหลักสูตรยานยนต์สมัยใหม่อย่างรถยนต์ใช้ไฟฟ้าหรือ Electronic Vehicle (EV)

ตีแผ่ปัญหา การผลิตกำลังคนสายวิชาชีพ

สิ่งแรกที่ ดร.ชิต ชี้ให้เห็นว่าเป็นความท้าทาย คือการต่อสู้กับความเชื่อที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งให้ค่ากับใบปริญญามานาน จนคุณวุฒิด้านวิชาชีพถูกตีค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้เยาวชนที่จะกลายเป็นกำลังสำคัญของชาติมองข้ามการศึกษาต่อด้านวิชาชีพ เพราะมองว่ามีศักดิ์ศรีด้อยกว่าการเรียนปริญญาตรี เมื่อจบมาแล้วก็ได้เงินเดือนน้อยกว่าเด็กที่จบปริญญาตรี เป็นสาเหตุให้ประเทศชาติขาดแคลนกำลังคนสายอาชีพที่จะมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในภาคอุตสาหกรรมไปโดยปริยาย

“ประเทศไทย เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับใบปริญญามาก เพราะเหตุนี้ทำให้อัตราเงินเดือนของคนจบปริญญาตรี กับ ปวส. นั้นต่างกันมาก ทั้งๆ ที่ในต่างประเทศ นายช่างเก่งๆ ได้เงินเดือนมากกว่าวิศวกรเสียอีก ผมเลยรู้สึกว่าการศึกษาของไทยนั้นน่าจะเดินมาผิดทาง เพราะที่ผ่านมาเราดันไปเปลี่ยนเด็ก ปวส.เก่งๆ มาเป็นวิศวกรที่ใช้ไม่ได้มาตลอด แล้วสถาบันการศึกษาที่เคยเปิดสอน ปวช. ปวส. ก็เหลือไม่กี่แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ทั้ง 3 แห่ง ก็พากันยกเลิกการเรียนการสอนในระดับ ปวช. ปวส. ไปทั้งหมด แล้วไปให้ความสำคัญกับการเปิดสอนปริญญาตรี นี่จึงเป็นปรากฏการณ์ที่บ่งชี้อนาคตการศึกษาไทยในตอนนี้”


การศึกษาของไทยนั้นน่าจะเดินมาผิดทาง
เพราะที่ผ่านมาเราดันไปเปลี่ยนเด็ก ปวส.เก่งๆ
มาเป็นวิศวกรที่ใช้ไม่ได้


โดยผลของการผลิตกำลังคนทางการศึกษาที่เดินมาผิดทางนี้ก็มาปรากฏให้เห็นชัดเจน เมื่อประเทศเดินหน้าโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่ ดร.ชิต ฟันธงว่าเรากำลังประสบปัญหาการขาดแคลนกำลังคนทางวิชาชีพ เพราะตอนนี้เมื่อโครงการ EEC เดินหน้า ก็มีภาคอุตสาหกรรมเข้ามาและพร้อมที่จะลงทุนในภาคอุตสาหกรรมแล้ว แต่คำถามที่ ดร.ชิต มักถูกถามไถ่มาคือ เรามีกำลังคนที่พร้อมจะทำงานในเขตอุตสาหกรรม EEC หรือไม่ และคำตอบที่ต้องตอบไปตามตรงคือ ไม่ !      

“ที่ผ่านมา มันเป็นปัญหาทำนองไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ตอนไม่มีอุตสาหกรรมมา ก็มีเด็กมาเรียนสายอาชีพจำนวนหนึ่ง แต่พอมีอุตสาหกรรมมา เด็กที่เรียนสายอาชีพกลับไม่เพียงพอกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรรม ทีนี้เลยงงกันว่าต้องแก้ปัญหาตรงไหนก่อน ตอบได้เลยว่าต้องแก้ไปพร้อมกันแบบเร่งด่วน ครั้นจะมาเปิดหลักสูตร ปวส. 3 ปี ต่อปริญญาตรีอีก 4 ปี มันไม่ทันกินแล้ว นี่เป็นสาเหตุให้เราต้องนำเด็กที่เรียน ปวส.ปีสุดท้ายมาเรียนเพิ่มเติมใน 4 วิชาที่จำเป็น เพื่อให้เด็กจบมาอย่างน้อยมีความรู้ความสามารถที่จะไปทำงานในสายงานซึ่งเป็น New S-Curves ที่กำหนดไว้ในช่วงแรก ซึ่งตอนนี้คาดการณ์กันว่าเมื่อมีภาคอุตสาหกรรมเข้ามาแล้วเราต้องมีกำลังคนสายอาชีพที่จบ ปวส. ประมาณ 6,000 กว่าคนต่อปี และเมื่อ EEC เดินหน้าเต็มตัวแล้ว เราต้องมีกำลังคนตรงนี้ถึงประมาณสองแสนคน ถึงจะเพียงพอกับการรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมใน EEC ได้”

ทางเลือกทางรอด…ผลิตคนอย่างไรให้ได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ

เมื่อเห็นถึงปัญหาและเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาชัดเจนแล้ว ก็ได้เวลาเดินหน้าหลักสูตรนำร่องในอุตสาหกรรมที่เป็น New S-Curves ใหม่ หลักสูตรหุ่นยนต์ หลักสูตรซ่อมบำรุงอากาศยาน และหลักสูตรยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่ง ดร.ชิต กล่าวว่า Key success ของหลักสูตรเหล่านี้เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก การผลิตกำลังคนให้ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมให้ได้มากที่สุดนั่นเอง


เราต้องยอมรับความจริงกันแล้วว่า หลักสูตร ปวส. รวมถึงหลักสูตรในสายวิชาชีพที่ผ่านมาไม่สามารถผลิตบัณฑิตออกมาได้ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม


“ในการร่างหลักสูตรนำร่องนี้ ผมยึดเอาความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป็น Key Success หลัก เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมทำงานกับภาคอุตสาหกรรมมาตลอด อย่างในการสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาสักตัว ไม่ใช่คิดจะสร้างก็สร้างขึ้นมาตามความต้องการของเรา แต่ต้องไปเถามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมด้วยว่าต้องการสร้างหุ่นยนต์มาตอบโจทย์อะไรในสายงานการผลิต และถึงตอนนี้เราต้องยอมรับความจริงกันแล้วว่า หลักสูตร ปวส. รวมถึงหลักสูตรในสายวิชาชีพที่ผ่านมาไม่สามารถผลิตบัณฑิตออกมาได้ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เราจึงมีปัญหาหลักสองด้าน คือทั้งคนมาเรียนน้อยและคุณภาพของเด็กจบไปก็ไม่ดีด้วย”

เมื่อได้ข้อสรุปแบบนี้แล้ว ดร.ชิตแนะนำให้เดินหน้าโดยขอความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนากำลังคนไปพร้อมกัน ดังนี้


“หนึ่ง คือ ภาคอุตสาหกรรมต้องมาช่วยร่างหลักสูตร เพื่อชี้ชัดลงไปเลยว่าทักษะที่เขาต้องการจากเด็กคืออะไร เราจะได้ผลิตเด็กให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้ตรงจุด

สอง เปิดโอกาสให้สถานประกอบการเป็นอีกหนึ่ง Stakeholders ที่ให้ความสนับสนุนเครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ ต่างๆในการทำการเรียนการสอน พร้อมทั้งเชิญบุคลากรจากสถานประกอบการนั้นๆที่มีความเชี่ยวชาญในการทำงานจริงมามีส่วนร่วมในการเรียนการสอนด้วย

สาม สถานประกอบการหรือบริษัทที่ต้องการกำลังคนมาทำงานจริงๆ ควรต้องเสนอทุนให้ผู้เรียน เพื่อจูงใจให้เด็กมาเรียนสาวิชาชีพกันมากขึ้น

สี่ เมื่อเด็กเรียนจบแล้วสถานประกอบการหรือบริษัทนั้นๆควรให้คำมั่นสัญญาว่าจะรับเด็กเข้าทำงาน”


และไม่ใช่แค่ความร่วมมือจากสถานประกอบการ แต่เพื่อให้ยุทธศาสตร์การผลิตกำลังคนสมบูรณ์ ต้องพัฒนาทุกองคาพยพร่วมกันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ อย่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ที่ต้องมาทำแผนเสนอIncentive หรือสิ่งตอบแทนภคอุตสาหกรรมเพื่อจูงใจให้เขาเข้ามาให้ความร่วมมือในการผลิตกำลังคนตรงนี้กันมากขึ้น


ภาคอุตสาหกรรมต้องมาช่วยร่างหลักสูตร เพื่อชี้ชัดลงไปเลยว่าทักษะที่เขาต้องการจากเด็กคืออะไร เราจะได้ผลิตเด็กให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้ตรงจุด


มาถึงสถาบันการศึกษาในพื้นที่ที่ต้องพัฒนาศักยภาพตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ เช่น วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ ที่พัฒนาหลักสูตรตามโมเดลการสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการทำให้สามารถผลิตบัณฑิตคุณภาพได้ตอบโจทย์สถานประกอบการ ซึ่ง ดร.ชิต ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าในแต่ละปี วิทยาลัยแห่งนี้ผลิตกำลังคนได้ปีละ 300 คน ดังนั้น ดร.ชิตชี้ว่า ถ้าทุกวิทยาลัยในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในเขตพื้นที่ 3 จังหวัด EEC หันมาดำเนินการตามสัตหีบโมเดล ย่อมช่วยผลิตกำลังคนคุณภาพได้อีกเป็นเท่าทวีคูณ

ที่สุดแล้ว ดร.ชิต เน้นย้ำว่า ตัวผู้เรียนเองก็เป็นอีกหนึ่งองคาพยพที่ต้องมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพของตนเองด้วย

“ผมอยากฝากถึงผู้ที่เรียนในสายวิชาชีพว่าตัวท่านกำลังจะเป็นกำลังสำคัญที่จะผลักดันให้ประเทศชาติก้าวพ้นจากกับดักอันตรายในการพัฒนาอุตสาหกรรม เพราะขณะนี้ทางภาครัฐหันมาให้ความสำคัญในการผลิตกำลังคนป้อนโครงการ EEC ให้ได้ตามเป้าหมายทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ดังนั้นเมื่อหากคุณเรียนจบ ปสช. ปวส. ในสาขาวิชาที่ตรงกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของ EEC ก็มั่นใจได้เลยว่าจะมีงานทำและได้รับค่าตอบแทนที่ดี หน้าที่ของคุณจึงเป็นการพัฒนาศักยภาพด้านวิชาชีพของตนให้แข็งแกร่งรอบด้าน

แต่อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่ผมยังเป็นห่วงมาก เพราะตอนนี้ต้องยอมรับว่าคนรุ่นใหม่เลือกเรียนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกันน้อยลง แล้วไปเลือกเรียนวิชาทางสังคมศาสตร์กันหมด ในฐานะที่ผมเป็นอาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผมอดใจหายไม่ได้ว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเราจะพัฒนาด้านอุตสาหกรรมเพื่อต่อกรกับต่างประเทศอย่างไร ยิ่งในตอนนี้ เราต้องทำโครงการ EEC ให้สำเร็จสถานเดียว เพราะถ้าทำไม่ได้ ประเทศไทยลำบากแน่ เราจะเอาอะไรแข่งกับประเทศอื่น มันไม่มีนะ ซึ่งที่สุดแล้วปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และสถานประกอบการ ที่จะร่วมมือกันสร้างแรงจูงใจให้กับอนาคตของชาติให้มองเห็นความสำคัญตรงนี้และร่วมพัฒนาบุคลากรของประเทศไปพร้อมกัน”


ในตอนนี้ เราต้องทำโครงการ EEC ให้สำเร็จสถานเดียว
เพราะถ้าทำไม่ได้ ประเทศไทยลำบากแน่
เราจะเอาอะไรแข่งกับประเทศอื่น มันไม่มีนะ