ที่ประชุมสมัชชาองค์การสหประชาชาตินัดพิเศษ เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อลงมติรับรองหรือไม่รับรองนครเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล มีข้อยุติในลักษณะ ”หักดิบฉีกหน้า” นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาอย่างยับเยิน ด้วยมติเสียงข้างมาก 128 เสียงจาก 128 ประเทศ ในจำนวนประเทศภาคีสมาชิกทั้งหมดขององค์การสหประชาชาติจำนวน 193 ประเทศ ปฏิเสธการรับรองนครเยรูซาเล็ม เป็นเมืองของของอิสราเอล ตามคำประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2560 แต่สนับสนุนให้นครเยรูซาเล็ม ยังคงสถานะเป็นนครที่อิสราเอลและปาเลสไตน์ เป็นเจ้าภาพกำหนดชะตากรรมร่วมกันต่อไป
ในทางตรงกันข้าม มีเสียงสนับสนุนคำประกาศรับรองของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเพียง 9 เสียง จาก 9 ประเทศเท่านั้น ได้แก่สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-กัวเตมาลา-ฮอนดูรัส-มาโครนีเซีย-นาอูรู-ปาลู-โตโก และมาร์แชลไอส์แลนด์ ทั้งนี้มีผู้แทนจาก 35 ประเทศงดออกเสียง และผู้แทน 21 ชาติ “โดดร่ม” ไม่เข้าร่วมประชุม
สำหรับประเทศไทย และอีก 8 ชาติเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน ลงมติตามเสียงข้างมากคือ “ไม่เอาด้วยกับสหรัฐอเมริกา” ขณะที่ฟิลิปปินส์ งดออกเสียง และเมียนมาร์ “โดดร่ม”
ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 15 ชาติ มีการประชุมลงมติประเด็นไปแล้ว โดยส่วนใหญ่ 14 เสียง คัดค้านคำรับรองของผู้นำสหรัฐอเมริกา แต่สหรัฐอเมริกา ใช้สิทธิ ”วีโต้” ในฐานะสมาชิกถาวร ในคณะมนตรีความมั่นคง กระทั่งต้องมีการจัดประชุมสมัชชานัดพิเศษ เพื่อลงมติชี้ขาด และลงเอยด้วยคะแนนเสียงคัดค้านคำรับรองนครเยรูซาเล็ม เป็นเมืองหลวงอิสราเอลของผู้นำสหรัฐอเมริกาอย่างท่วมท้น
ผลการลงมติที่ย้อนแย้งกับคำรับรองของสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรง ถูกตีความทำนองว่าความขลังศักดิ์สิทธิ์แห่งความเป็นอภิมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกา กำลังอยู่ในภาวะเสื่อมอย่างรุนแรง เนื่องจากก่อนการลงมติจะเริ่มต้น ทั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และเอกอัครราชฑูต สหรัฐอเมริกา ประจำองค์การสหประชาชาติ ได้พยายามส่งสัญญาณเชิง ”ข่มขู่” ให้ผู้แทนประเทศภาคีสมาชิกทั้งหลาย ตระหนักว่าหากผู้แทนประเทศใด ลงมติคัดค้านคำรับรองของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะส่งผลกระทบต่อความช่วยเหลือที่สหรัฐอเมริกาหยิบยื่นให้













