ประเทศจีน ภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ประกาศแผนพัฒนาประเทศล่าสุด มุ่งสู่การเป็นประเทศศูนย์กลางตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมกำหนดจุดยืนชัดเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำต่อสู้กับปัญหา climate change อย่างจริงจัง ซึ่งย้อนศรสวนทางกันอย่างแรงกับปฏิกิริยาสหรัฐอเมริกา ยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่หันหลังให้กับความรับผิดชอบต่อปัญหาดังกล่าว
จีนไม่ได้สักแต่พูด…วันนี้รัฐบาลจีนลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านประกาศแผนยุทธศาสตร์ด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของชาติ โดยมีใจความสำคัญระบุว่านับจากนี้จนถึงปี 2562 ทุกองคาพยพของจีน จะถูกผลักดันจากรัฐบาล ให้เดินหน้าสู่การลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามที่กำหนดภายในปี 2573 ซึ่งการประกาศตัวชัดเจนนี้นับเป็นการส่งสัญญาณไปยังทุกประเทศทั่วโลกให้จับตาดูพันธกิจสำคัญนี้ว่าจะสัมฤทธิ์ผลขนาดไหน
ในทางตรงกันข้าม ประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา ที่เคยเป็นตัวตั้งตัวตี ตีฆ้องร้องป่าวว่าจะรณรงค์เรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลับค่อยๆปล่อยมือจากภารกิจสำคัญระดับโลกนี้ทีละน้อย
ยิ่งหลังจากสหรัฐอเมริกาได้ผู้นำคนใหม่ โดนัล ทรัมป์ อะไรดีๆก็ดูจะแปรเปลี่ยนไป เพราะหลังจากขึ้นสู่ตำแหน่งได้ไม่นาน ประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงปารีส หรือ the Paris Agreement ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาวะโลกร้อนด้วยการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกและลดการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล
การปลดล็อคถอนตัวของสหรัฐอเมริกา ออกจากข้อตกลงดังกล่าวก็เพื่อเอื้อผลประโยชน์ต่อผู้ผลิตน้ำมันที่จะได้รับการผ่อนคลายในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้มีแรงจูงใจในการลงทุนและผลิตน้ำมันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายของทรัมป์ที่จะโปรโมตสหรัฐอเมริกาให้เป็นประเทศมหาอำนาจด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานถ่านหิน ซึ่งหากทิศทางการพัฒนาประเทศมหาอำนาจเป็นเช่นนี้ เป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกในอนาคตคงห่างไกลออกไปทุกทีแน่นอน
สำหรับประเทศมหาอำนาจฝั่งตะวันออกอย่างจีน หากย้อนกลับไปประมวลเหตุการณ์ที่ผ่านมา พบว่ามีการพูดถึงภารกิจการลดก๊าซเรือนกระจกมาตั้งแต่ปี 2558
ตอนนั้น ประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ได้ประกาศเจตนารมย์การพัฒนาประเทศให้เป็นตลาดซื้อขายคาร์บอนในการประชุม the Paris Agreement
ในครั้งนั้นภาพของ สี จิ้นผิง ยืนอยู่ด้านหลัง บารัค โอบาม่า อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นับเป็นภาพในความทรงจำ ที่เป็นเหมือนการส่งสัญญาณที่น่ายินดีว่า 2 ประเทศมหาอำนาจที่ได้ชื่อว่าปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดของโลกได้ตระหนักถึงปัญหานี้และมุ่งมั่นจะร่วมกันแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง
ในขณะนั้นกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งประเทศจีนมาจากภาคพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน
กลยุทธการลดก๊าซเรือนกระจก ของทางการจีนคือการสร้างแรงจูงใจด้วยชุดสิทธิประโยชน์แก่กิจการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ยินดีเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกกับทางรัฐบาล
ไม่เพียงแค่นั้น จีนยังมองว่าการวางแผนยุทธศาสตร์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ผลต้องขยายไปถึงอุตสาหกรรมอื่น อย่างอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนการบิน ด้วย
ด้วยมาตรการจูงใจสนับสนุนต่างๆทั้งหมด ทำให้จีนมั่นใจว่า goal ที่ตั้งไว้ในปี 2573 ว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ อาจขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมภายในปี 2568 และผลของการลดก๊าซเรือนกระจกได้สำเร็จนี้จะช่วยยกระดับความแข็งแกร่งของประเทศจีนให้อยู่เหนือมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา ได้ไม่ยาก และทำให้จีนมีแต้มต่อขึ้นมาทันทีหากมีการเจรจาด้านสิ่งแวดล้อมหรือเกี่ยวกับ climate change ของโลก
ทั้งนี้เพราะ ผู้นำจีนเล็งเห็นว่าการกำหนดภารกิจลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยโลกจากวิกฤต Climate change นั้น นับเป็นช่องทางขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจของประเทศได้ด้วย เห็นได้จากปรากฎการณ์ที่จีนประกาศว่าจะเปลี่ยนจากการเป็นประเทศที่พึ่งพิงการใช้พลังงานถ่านหินเป็นหลัก แล้วขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ยุคของการใช้พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมของโลก ทั้งยังประกาศตัวว่าจะเป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาดและส่งออกให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วย อาทิ แผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ลิเทียม
จากบทบาทของจีนตลอดเวลาที่ผ่านมา จอห์น เคอรี่ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา ถึงกับออกมากล่าวถึงจีนว่า
“ในปีหน้า ทั่วโลกต้องจับตาดูก้าวสำคัญของจีนในฐานะของผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อช่วยโลกจากวิกฤต Climate change ทิ้งประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาไว้ด้านหลัง ในเรื่องนี้ จีนไปไกลแล้ว ชนิดที่ไม่มีแม้แต่วัชพืชอะไรที่จะเติบโตขึ้นมาภายใต้ฝ่าเท้าของจีนได้อีกแล้ว”
ที่มา : http://time.com/5069912/china-climate-change-trump/?xid=homepage
ถอดความ : ประอรพิชญ์ คัจฉวัฒนา











