ขณะที่นั่งอยู่บนแท็กซี่ในช่วงเทศกาลปีใหม่กับถนนโล่งๆ ปริมาณรถบางตา นับเป็นภาพที่ไม่คุ้นชินของกรุงเทพฯ ในวันปกติ ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าการจราจรของกรุงเทพฯ เป็นแบบนี้ตลอดไปคงเป็นอะไรที่สุดยอด ยิ่งเมื่อบวกกับอากาศที่เย็นสบายด้วยแล้ว มันยิ่งวิเศษสุดๆ ไปเลย เมืองปลอดรถยนต์
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายต่อหลายครั้งในช่วงเทศกาลหยุดยาว ผมไม่ค่อยออกไปต่างจังหวัดเหมือนคนอื่นเขา แต่จะออกจากบ้านแล้วตระเวนอยู่ในเมืองหลวง เพราะช่วงนั้นรู้สึกเหมือนได้อยู่ใน “เมืองปลอดรถยนต์” และเป็นจังหวะดีที่ไปตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองซึ่งไม่มีโอกาสได้ไปในวันธรรมดา เพราะการจราจรหนาแน่นและเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาเหลือเกิน
แล้วในระหว่างนั่งชิลอยู่ในร้านกาแฟก็ได้เจอบทความชิ้นหนึ่งจาก World Economic Forum ซึ่งพูดถึงเขตปลอดรถยนต์ในพื้นที่ใจกลางเมืองใหญ่ๆ ซึ่งวางแผนลดปริมาณการจราจรที่แออัดยัดเยียด รวมถึงลดสารพิษในอากาศและมลภาวะต่างๆ ให้แก่ผู้คนและโลกอย่างได้ผล แถมทำให้ระบบขนส่งสาธารณะได้ใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพด้วย

เมื่ออ่านจบแล้วหันมามองที่ประเทศไทย แน่นอนว่าเรายังก้าวไปไม่ถึงจุดนั้น แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า อยากให้ผู้มีอำนาจที่กำลังจะเป็นผู้กำหนดนโยบายพัฒนาประเทศได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการลดจำนวนรถส่วนบุคคลบนท้องถนน เพิ่มทางเลือกในการเดินทาง พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้สะดวกสบายกว่านี้ อาจเริ่มต้นง่ายๆ กับการบริหารจัดการให้ “ทางจักรยาน” ที่มีอยู่ทุกวันนี้ใช้ได้จริง
เพราะเมื่อมองไปยังนานาประเทศตั้งแต่ช่วงปลายปี 2016 เมืองใหญ่หลายเมืองทั่วโลกออกมาขานรับแนวทางเมืองปลอดรถยนต์ส่วนตัวกัันไม่น้อย
และนี่คือเรื่องราวของ 12 เมืองที่กำลังจะเป็น “ต้นแบบของเมืองปลอดรถยนต์ส่วนตัว”
Oslo : จะเป็นเมืองปลอดรถยนต์ในปี 2019

เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ ตั้งธงไว้ว่าภายในปี 2019 จะไม่มีรถยนต์ส่วนตัวในเขตใจกลางเมือง และหลังจากนั้นอีก 6 ปี คือประมาณปี 2025 มาตรการนี้จะครอบคลุมไปทุกเขตเมืองหลักทั่วประเทศนอร์เวย์ด้วย
ด้วยความมุ่งมั่น ทำให้มหานครแห่งนี้เดินหน้าเต็มกำลังด้วยการลงทุนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ระบบราง และจุดเชื่อมต่อต่างๆ ในระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร ซึ่งตอนนี้บนถนนแทบทุกสายในเมืองออสโลก็มีเลนจักรยานครอบคลุมอยู่แล้ว ดังนั้น การพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองปลอดรถยนต์จึงไม่น่ายาก
“ออสโลกำลังเป็นต้นแบบให้กับเมืองต่างๆ ทั่วโลกในการปรับเปลี่ยนเมืองให้เป็น เมืองปลอดรถยนต์ ส่วนตัวผมคิดว่า น่าจะเป็นอะไรที่สุดยอดถ้าเมืองใหญ่ทั่วโลก ต่างมุ่งมั่นขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองปลอดรถยนต์ได้สำเร็จ”
Paul Steely White กรรมการบริหารของ Transportation Alternatives องค์กรสนับสนุนนักปั่นจักรยานในนิวยอร์ก ซิตี้ กล่าวถึงเมืองออสโลในฐานะเมืองใหญ่ของโลกที่กำลังจะก้าวเป็นผู้นำของการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองปลอดรถยนต์
Madrid : เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ

อย่างน้อยในรัศมี 500 เอเคอร์รอบเมืองมาดริด ประเทศสเปน จะถูกปรับให้เป็นพื้นที่ปลอดรถยนต์ส่วนตัวควบคู่ไปกับการทำให้ถนน 24 สายที่ได้ชื่อว่ายุ่งเหยิงวุ่นวายที่สุดเพราะมีรถยนต์วิ่งขวักไขว่ตลอดวัน ให้กลายเป็น ถนนปลอดรถยนต์ส่วนตัวที่น่าเดินที่สุดสายหนึ่งในโลก
ความมุ่งมั่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาเมืองมาดริดอย่างยั่งยืน โดยมีการตั้งเป้าหมายที่จะ ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวรายวัน จาก 29% ให้เหลือ 23% พร้อมทั้งออกกฎเกณฑ์ชัดเจน หากผู้ขับขี่คนใดไม่สนใจและไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่นี้จะต้องจ่ายค่าปรับอย่างน้อย 100 เหรียญ ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยสร้างจิตสำนึกให้กับเจ้าของรถยนต์ที่เป็นตัวการก่อมลพิษว่า พวกเขาต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย โดยค่าปรับนี้จะถูกนำมาเป็นงบประมาณพัฒนาพื้นที่สีเขียว คืนสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับเมืองต่อไปนั่นเอง
ด้าน Mateusz Porto และ VerónicaMartínez ซึ่งเป็นทั้งสถาปนิกและนักวางแผนด้านเมืองจากกลุ่มผู้สนับสนุนคนเดินเท้าในท้องถิ่นชื่อ PIE,told กล่าวว่า
“จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องรอให้หน่วยงานของรัฐมาดำเนินการตามนโยบายที่วางไว้ เพราะความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเหล่านี้สามารถทำให้เกิดขึ้นได้โดยอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ประชาสังคม และพลังเล็กๆ ของทุกคนในเมืองที่ร่วมกันคนละไม้ คนละมือ ในการลงทุน ลงแรง เนรมิตเมืองให้เป็นอย่างที่ทุกคนหวังได้”
Chengdu : เมืองที่จะเดินไปไหนก็ได้ภายใน 15 นาที

สถาปนิกในชิคาโก Adrian Smith และ Gordon Gill ออกแบบและจัดระเบียบย่านที่อยู่ใน เมืองเฉิงตู ประเทศจีน เพื่อให้ชาวเมืองเฉิงตูสามารถเดินไปยังสถานที่ต่างๆ ในเมืองได้ด้วยการเดินภายในเวลาไม่เกิน 15 นาที โดยใช้เทคนิคการปรับและออกแบบท้องถนนให้เอื้อและง่ายต่อการเดินมากกว่าขับรถ
ส่วนมาตรการจำกัดจำนวนรถยนต์ส่วนตัวของเมืองเฉิงตู แม้จะยังไม่ได้ห้ามการใช้รถยนต์ส่วนตัวทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ แต่จะจำกัดพื้นที่ให้รถยนต์ส่วนตัววิ่งได้เพียงครึ่งหนึ่งของพื้นที่เมืองทั้งหมด และจะมีชาวเมืองเฉิงตูประมาณ 80,000 คนเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้มีรถยนต์ ซึ่งมาตรการที่กล่าวมานี้ในเบื้องต้นคาดการณ์ว่า จะแล้วเสร็จภายในปี 2020
ทว่า ล่าสุดมีการอัปเดตว่า การบริหารจัดการในเรื่องนี้น่าจะประสบความสำเร็จช้ากว่าเป้าหมาย เพราะประสบปัญหาด้านการกำหนดเขตพื้นที่ปลอดรถยนต์ หรือ Zoning นั่นเอง
Hamburg : กับการปลูกฝังแนวคิด “ชีวิตง่ายขึ้นถ้าเลิกใช้รถ”


เป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่า เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี วางระบบการเดินทางในเมืองโดยส่งเสริมให้เดินและขี่จักรยานเป็นวิธีการเดินทางหลัก และเพื่อขานรับนโยบายเมืองปลอดรถยนต์ เมืองใหญ่แห่งนี้จึงได้ตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 2 ทศวรรษต่อจากนี้ไปจะเดินหน้าลดจำนวนรถยนต์และจะกำหนดให้หลายพื้นที่ในเขตเมืองเข้าได้เฉพาะคนเดินเท้าและผู้ที่ขี่จักรยานเท่านั้น
โดยโครงการที่กล่าวถึงนี้มีชื่อว่า Gruenes Netz หรือ Green Network ซึ่งจะทำให้ชาวเมืองฮัมบูร์กสามารถเดินทางไปยังที่ต่างๆ ในเมืองได้โดยไม่ต้องใช้รถยนต์ส่วนตัว ซึ่งคาดว่าภายในปี 2035 โครงข่ายนี้จะครอบคลุมพื้นที่ 40 เปอร์เซ็นต์ของเมืองฮัมบูร์ก ซึ่งจะประกอบด้วย สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น สนามกีฬา ลานกิจกรรม ถนนคนเดิน ไปจนถึงสุสาน
Copenhagen : เมืองนี้จักรยานครอง


ท้องถนนใน เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ณ วันนี้ ถูกจักรยานยึดพื้นที่ไปแล้วกว่าครึ่งแล้ว เพราะปัจจุบันประชากรกว่าครึ่งของเมืองเลือกที่จะปั่นจักรยานไปทำงานทุกวัน ปรากฏการณ์ดีๆ ทีี่เกิดขึ้นนี้ต้องให้เครดิตแก่ผู้บริหารเมืองโคเปนเฮเกนที่ตัดสินใจจัดโซนเฉพาะสำหรับคนเดินเท้าและจักรยานอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 1960 ทำให้ตอนนี้ เมืองหลวงของเดนมาร์กมีเส้นทางจักรยานครอบคลุมมากกว่า 200 ไมล์ และยังทำสถิติเมืองที่ประชากรถือครองรถยนต์ส่วนตัวต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปอีกด้วย
ความวิเศษของเมืองยังไม่หมดแค่นี้ เพราะเป้าหมายล่าสุดที่ได้วางไว้ คือ การสร้างทางด่วนสำหรับรถจักรยานที่จะขี่ตรงไปยังเมืองรอบๆ โคเปนเฮเกนได้เลย ซึ่งในปัจจุบัน เส้นทางจักรยานด่วนพิเศษเปิดไปแล้ว 28 เส้นทาง ตั้งแต่ปี 2014 และในปี 2018 นี้ก็กำลังจะเปิดอีก 11 เส้นทาง ทั้งหมดนี้จะทำให้เมืองโคเปนเฮเกนกลายเป็นเมืองปลอดคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี 2025 แน่นอน
Paris : ปฏิบัติการเปลี่ยนเมืองให้ปลอด “รถยนต์ดีเซล”

จากความพยายามในวันหนึ่งเมื่อปี 2014 ที่ประกาศห้ามรถที่มีป้ายทะเบียนเป็นเลขคู่ขับเข้าเมือง ซึ่งส่งผลให้ปริมาณมลพิษใน เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส ลดลงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ จุดประกายให้มีการทบทวนว่า จะวางมาตรการห้ามไม่ให้รถยนต์ส่วนบุคคลวิ่งเข้ามาในใจกลางเมืองปารีส
อย่างไรก็ตาม ทางผู้ดูแลเมืองปารีสเลือกที่จะค่อยๆ วางมาตรการเพื่อกำหนดทิศทางให้ปารีสเป็นเมืองปลอดรถยนต์ส่วนบุคคลต่อไป โดยเริ่มจากปี 2016 กำหนดว่า ห้ามรถยนต์ที่ประกอบขึ้นก่อนปี 1997 ขับเข้าเมืองในวันธรรมดา หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษปรับ รถยนต์ที่เข้าข่ายนี้จึงสามารถขับเข้าเมืองได้เฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนเมืองไปสู่เมืองปลอดคาร์บอนไดออกไซด์นั่นเอง
ไม่เพียงเท่านั้น นายกเทศมนตรีกรุงปารีสยังวางแผนเพิ่มเส้นทางรถจักรยานเป็นสองเท่า ขณะที่ภายในปี 2020 ถนนบางสายจะเป็นถนนที่รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้นที่จะวิ่งได้
Athens : เอาด้วย! เดินหน้าขับเคลื่อนเมืองสู่ “เมืองปลอดรถยนต์ใช้ดีเซล”

หลังจากที่ประกาศในเดือนธันวาคมปี 2016 ว่า ภายในปี 2025 เมืองเอเธนส์ ประเทศกรีซ จะเป็นเมืองปลอดรถยนต์ที่ใช้ดีเซล ทุกองคาพยพในประเทศก็ดูจะตอบรับปณิธานสร้างสรรค์นี้ เริ่มด้วยการวางโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปฏิบัติการเพิ่มปริมาณคุณภาพอากาศในเมือง โดยหนึ่งในมาตรการของโครงการนี้ก็คือ การห้ามไม่ให้รถที่ใช้ดีเซลเข้าเขตใจกลางเมืองในวันที่ทางการกำหนด แต่อย่างไรก็ตาม Giorgos Kaminis นายกเทศมนตรีกรุงเอเธนส์ยังยืนยันว่า เป้าหมายสำคัญที่สุดของเขาคือ การทำให้เอเธนส์เป็นเมืองปลอดรถยนต์ส่วนตัวให้ได้นั่นเอง
London : กับมาตรการเรียกค่าปรับ โทษฐานทำให้เกิดมลพิษ

เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีปณิธานไม่ต่างจากกรุงปารีสที่ต้องการเคลียร์พื้นที่ในเมืองให้ปลอดรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลภายในปี 2020 ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของมาตรการเข้มงวดที่จะเรียกค่าปรับจากรถยนต์ที่ใช้ดีเซลประมาณ 12.50 ดอลลาร์ต่อวัน หากขับเข้าเมืองในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน โดยทางการอธิบายว่า ค่าปรับที่ผู้ขับรถต้องเสียนี้ เป็นค่าปรับจากการสร้างปริมาณมลพิษให้เมือง
Stephen Joseph ผู้เชี่ยวชาญจากแคมเปญ Better Transport กล่าวถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับลอนดอนว่า มาตรการนี้บ่งบอกว่า ลอนดอนพร้อมแล้วกับการประกาศกำหนดให้พื้นที่ในเมืองลอนดอนเป็นพื้นที่ปล่อยมลพิษต่ำ และจะขับเคลื่อนเมืองไปสู่เมืองปลอดรถยนต์ส่วนบุคคลได้ในที่สุด
Brussels : เมืองปลอดรถยนต์ที่ใหญ่สุดในยุโรป

รองลงมาจากเมืองโคเปนเฮเกน ก็เห็นจะเป็น กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ที่มีแนวโน้มจะก้าวไปสู่เมืองปลอดรถยนต์ส่วนบุคคลตามไปติดๆ เพราะถนนรอบจัตุรัสเมืองบรัสเซลส์ซึ่งกินพื้นที่ถึงย่านธุรกิจ ตลาดหุ้น แหล่งช็อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในเมือง เป็นพื้นที่สำหรับคนเดินเท้าและผู้ขี่จักรยานไปเรียบร้อยแล้ว
ความตระหนักของชาวบรัสเซลล์ในเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2002 โดยเมืองนี้มีการจัดอีเวนต์ใหญ่ “Mobility Week” เพื่อสร้างความเข้าใจและเชื้อเชิญให้ผู้คนหันมาใช้บริการรถสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว ณ ใจกลางกรุงบรัสเซลล์ โดยตอนนั้นกำหนดให้วันหนึ่งในเดือนกันยายนเป็นวันปลอดรถยนต์ส่วนบุคคล
จนถึงตอนนี้ ผู้กำกับดูแลเมืองเองก็ไม่หยุดขยายพื้นที่ปลอดรถยนต์ส่วนบุคคลในกรุงบรัสเซลล์ โดยได้บรรจุข้อเสนอหนึ่งไว้ในภารกิจนี้ คือ การเปลี่ยนถนนสี่เลนใจกลางเมืองให้เป็นถนนคนเดินอย่างสมบูรณ์แบบ และในปี 2018 ที่ผ่านมานี้ กฎหมายที่บัญญัติห้ามรถยนต์ที่ใช้ดีเซลซึ่งประกอบขึ้นก่อนปี 1998 ขับเข้ามาในใจกลางเมืองก็จะถูกบังคับใช้อย่างเป็นทางการด้วย
Mexico : กับความหวังในการเป็น เมืองปลอดรถยนต์ส่วนบุคคล

ในเดือนเมษายน ปี 2016 รัฐบาลท้องถิ่นของ เม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ออกมาตรการห้ามไม่ให้รถยนต์ส่วนบุคคลส่วนหนึ่งขับเข้าไปในใจกลางเมือง สัปดาห์ละ 2 วัน (เฉพาะวันธรรมดา) และทุกวันเสาร์ อย่างน้อย 2 เสาร์ต่อเดือน โดยหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับคือ พิจารณาว่ารถยนต์คันไหนสามารถขับเข้ามาในเมืองได้ ไม่ได้พิจารณาจากเลขทะเบียนรถยนต์คันนั้นๆ
หลังจากใช้มาตรการนี้กับรถยนต์ประมาณ 2 ล้านคัน ปรากฏว่าสามารถลดปริมาณหมอกควันในเมืองได้อย่างมหาศาล
Vancouver : ตัดสินใจคืนพื้นที่เมืองให้คนเดินเท้าและจักรยาน


จากการสำรวจของ CityLab พบว่าชาวเมืองแวนคูเวอร์ รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา กว่าครึ่งเลือกที่จะเดินทางด้วยการเดิน ขี่จักรยาน หรือขึ้นรถเมล์ รถไฟใต้ดิน ซึ่งนับเป็นสถิติที่น่าทึ่งเมื่อเทียบกับเมืองอื่นในสหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่าง ชาวเมืองซีแอตเทิลจะเลือกเดินทางด้วยการเดิน จักรยาน และระบบขนส่งสาธารณะเพียง 21 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ ชาวเมืองฟิลาเดลเฟียเลือกเดินทางโดยวิธีที่กล่าวมาเพียง 27 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดเท่านั้น
ดังนั้น การรณรงค์เรื่องเมืองปลอดรถยนต์ส่วนบุคคลในเมืองนี้จึงเต็มไปด้วยความหวัง เพราะสร้างความตระหนักถึงการเปลี่ยนพื้นที่ในเมืองให้เป็น “ถนนคนเดิน” เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1970 และยังประสบความสำเร็จในการขยายเส้นทางจักรยานในเมืองตั้งแต่ปี 2008 เลยทีเดียว
New York : ความพยายามเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่

น่าดีใจที่ได้รู้ว่า มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา วางแผนเพิ่มพื้นที่ในใจกลางมหานครสำหรับคนเดินเท้าและจักรยานอย่างต่อเนื่อง
ปรากฏการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นแล้วและไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ ทุกวันเสาร์ในเดือนสิงหาคม ปี 2016 จะเป็นวันที่ชาวนิวยอร์กมีโอกาสออกมารื่นรมย์กับสีสันบนท้องถนนในฤดูร้อน ณ Time Square, Herald Square และ Madison Square Park เพราะในวันนั้นพื้นที่ที่กล่าวมานี้ถูกกำหนดให้เป็นถนนคนเดิน จึงไร้ซึ่งมลพิษจากรถยนต์นั่นเอง
จากปรากฏการณ์วันนั้นทำให้ชาวนิวยอร์กได้รู้ว่า การออกมาใช้ชีวิตนอกรถยนต์ส่วนบุคคล รื่นรมย์ขนาดไหน และยังทำให้ผู้ดูแลเมืองนิวยอร์กทราบด้วยว่า การวางแผนขับเคลื่อนเมืองนิวยอร์กให้ออกจากกรอบเมืองจราจรอันคับคั่งเป็นเรื่องที่สมควรทำอย่างยิ่ง
เมื่ออ่านบทความนี้จบ ผมอดคาดหวังไม่ได้ว่า สาระที่ได้จากบทความนี้จะมีส่วนจุดประกายให้พวกเราทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่รัับผิดชอบด้านการวางแผน บริหารจัดการเมือง หันมามองความสำเร็จของ 12 ผู้นำเมืองปลอดรถยนต์ แล้วนำไปต่อยอดหาวิถีทางใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับการขับเคลื่อนให้เมืองใหญ่ในประเทศของเราอย่าง กรุงเทพมหานคร เดินเข้าไปใกล้ความเป็นเมืองปลอดรถยนต์มากที่สุด เชื่อเหลือเกินว่า มันจะไม่ใช่ภาพมโนในหัวของผมคนเดียวแน่ๆ
บทความอื่นๆ ที่ชวนให้ตระหนักรู้เกี่ยวกับฝุ่นพิษและการป้องกัน
อัปเดตปัญหาฝุ่นควันโลก พร้อมส่องวิธีแก้ปัญหา ‘มหันตภัยฝุ่น PM 2.5’ สุดสร้างสรรค์จากประเทศจีน











