เอ่ยชื่อ บิลล์ เกตส์ ใครๆ ก็รู้จักเขาคนนี้ในฐานะมหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ ที่นอกจากการปรากฎตัวเพื่อนำเสนอเรื่องราววิทยาการคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไมโครซอฟท์แล้ว ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ บิล เกตส์ ดูจะให้ความสำคัญกับการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ และถ้ามีโอกาสเขาจะไม่ลืมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด และแนวทางการสร้างสมดุลการใช้ชีวิต การทำธุรกิจ ที่สอดคล้องกับโลกอนาคตเสมอ


บ่อยครั้งที่มหาเศรษฐีระดับโลกผู้นี้ มักจะพูดในทำนองทำนายล่วงหน้าถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในรอบ 1-2 ทศวรรษ ได้อย่างแม่นยำในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องของพลังงานทดแทน ที่ จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันแทนที่น้ำมัน หรือเรื่องของเทคโนโลยีชีวภาพ ที่กลายมาเป็นความหวังของผู้คนในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆแบบครบวงจร ขณะเดียวกันเขายังเคยฟันธงด้วยว่าเทคโนโลยีในอนาคตอย่าง Artificial Intelligent –AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ และยานยนต์อัจฉริยะ  จะมาแทนที่แรงงานมนุษย์ ทั้งที่ตอนนั้นหลายคนอาจปรามาสว่าเขาเพ้อเจ้อ แต่วันนี้มันกำลังเป็นความจริงชัดเจนตามคำทำนายของเขา

จากการพยากรณ์นี่เอง ที่ทำให้บิล เกตส์ได้ต่อยอดสู่การทุ่มเงิน 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,500 ล้านบาท เนรมิตทะเลทรายที่ว่างเปล่า จำนวน 63,000 ไร่ ในเมืองเวสต์แวลลีย์ มลรัฐแอริโซน่า ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา ให้เป็น สมาร์ทซิตี้ หรือ เมืองอัจฉริยะ โดยมุ่งหวังให้เป็นต้นแบบเมืองแห่งอนาคต สร้างสังคมแห่งการศึกษาหาความรู้ อัพเดทเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงสร้างโอกาสใหม่ๆ ลดความยากจนให้กับคนทั่วโลก

พิกัดของสมาร์ทซิตี้ ที่บิล เกตส์ จะเนรมิตรขึ้น อยู่ระหว่างเมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซน่า กับ เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาด้า

การลงทุนครั้งนี้เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของ บริษัท คาสเคด อินเวสเมนต์ ซึ่ง บิล เกตส์ เป็นเจ้าของ กับ บริษัท เบลมอนต์พาร์ทเนอร์

ตามแผนงานที่เจ้าพ่อไมโครซอฟท์วางไว้ เขาตั้งใจจะสร้างให้สมาร์ทซิตี้แห่งนี้นี้มีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับความเป็นเมืองอนาคต ไม่ว่าจะเป็น การวางระบบศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ (Data Center) รองรับระบบคมนาคม รถยนต์ไร้คนขับ อินเทอร์เน็ตไร้สายและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ศูนย์กลางการขนส่ง และยังกำหนดให้มีพื้นที่สาธารณะให้คนในชุมชนเข้ามาใช้สอยเป็นพื้นที่ส่วนกลางด้วย


ขนาดของเมืองดังกล่าวจะมีความใกล้เคียงกับเมืองเทปเป มลรัฐแอริโซนา โดยใช้ชื่อว่า เบลมอนต์ (Belmont)

ในเมืองเนรมิตรแห่งนี้จะมีทั้ง สำนักงาน, ร้านค้า, โรงเรียน, และที่อยู่อาศัย โดยกำหนดให้พื้นที่ประมาณ 9,500 ไร่ เป็นสำนักงานพาณิชย์และพื้นที่ค้าปลีก และอีก 1,175 ไร่ จัดสรรเป็นพื้นที่สำหรับสถานศึกษา ส่วนที่เหลืออีกกว่า 52,000 ไร่ จะจัดสรรสำหรับสร้างเป็นที่อยู่อาศัย จำนวน 80,000 หน่วย และเป็นพื้นที่เปิด เพื่อให้สมาชิกในชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน


หลายคนอาจสงสัยเพราะเหตุใดมหาเศรษฐีระดับโลกผู้นี้ จึงคิดริเริ่มที่จะสร้างสมาร์ทซิตี้ที่มีขนาดใหญ่มหึมาขึ้นมา ?

คำตอบของคำถามนี้สามารถหาได้จากการถอดรหัสความคิดของ บิล เกตส์ ผ่านการให้สัมภาษณ์ ซึ่งการปาฐกถาที่ผ่านมาในแต่ละครั้ง ที่รับรู้ได้ถึงความคิดในการหาทางลัด การสร้างต้นแบบ ชี้นำทิศทางให้ชาวโลกได้ตระหนักตามแนวคิดที่เขาคาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ในเรื่องเกี่ยวกับ ปัญญาประดิษฐ์ และยานยนต์อัจฉริยะไร้คนขับ ซึ่งถูกนำมาพัฒนาให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมในเมืองอัจฉริยะที่เขาเนรมิตรขึ้นจริงๆ

บิล เกตส์ ยังเคยให้สัมภาษณ์ด้วยว่า การลุกขึ้นมาสร้าง สมาร์ทซิตี้ ในครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นตัวอย่างให้กับนักธุรกิจและผู้บริหารเมืองต่างๆทั่วโลก ในการสร้าง สมาร์ทซิตี้ เพื่อมอบโอกาสและการเรียนรู้แก่ผู้คน

หลังจากสหประชาชาติได้รับรู้ถึงความตั้งใจของบิลล์เกตส์ในเรื่องนี้ ก็ได้ออกมาคาดการณ์ว่าในปี 2593  หรืออีก 32 ปีนับจากนี้ จะมีประชากรกว่า 2,550 ล้านคน เคลื่อนย้ายหมุนเวียนอยู่ในสมาร์ทซิตี้”เบลมอนต์” ของบิล เกตส์ และไม่แน่ว่าเมืองนี้อาจจะกลายเป็นอนาคตให้แก่มวลมนุษยชาติในการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ เลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ดี “เบลมอนต์”…สมาร์ทซิตี้ที่บิล เกตส์ จะเนรมิตรขึ้น ยังมีสถานะเป็นพิมพ์ในจิตนาการ ยังไม่ถึงขั้นเป็นพิมพ์เขียว และกว่าขึ้นเป็นรูปเป็นร่างให้เห็น คงต้องรอลุ้นกันอีกหลายยก


ที่มา : https://www.weforum.org/agenda/2017/11/bill-gates-is-building-a-smart-city-in-arizona


ถอดความ  : ประอรพิชญ์  คัจฉวัฒนา

Previous articleมองญี่ปุ่นแล้วย้อนมองไทย(1)
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.12/61
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์