คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ประชุมนัดแรกประเดิมปี 2561 เห็นชอบประกาศเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเพิ่มอีก 18 แห่ง ในพื้นที่ EEC และบรรจุอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายลำดับที่ 11 รวมถึงกำหนดไทม์ไลน์ 5 โครงการโครงสร้างพื้นฐาน ต้องเห็นเป็นรูปธรรมในปี 2561


การประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) ครั้งที่ 1/2561 ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีมติเห็นชอบใน 3 เรื่องสำคัญ คือ เห็นชอบการประกาศเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเพิ่มเติมอีก 18 แห่ง, เห็นชอบแผนปฏิบัติการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเห็นชอบแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC

ที่ประชุม กรศ. ยังรับทราบความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและ รับทราบความคืบหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ 5โครงการ รวมถึงให้สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำสำหรับ EEC

กรศ.เพิ่มเป้าหมายลำดับ 11 อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

อีกประเด็นสำคัญคือ ที่ประชุม กรศ. ยังเห็นชอบกรอบแผนพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย ลำดับที่ 11 จากดำริของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะช่วยให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณจัดซื้ออาวุธจากต่างประเทศ หน่วยงานภายในประเทศจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน และสามารถนำองค์ความรู้จากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไปต่อยอด รวมทั้งอาจจะส่งออกชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ทางการทหารได้อีก

ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม


ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ EEC


ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)


นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ประธานในที่ประชุม กรศ. จะนำผลการประชุมไปเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์


รายละเอียดการประชุม กรศ. ครั้งที่ 1/2561


1. เห็นชอบการประกาศเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเพิ่มเติม 18 แห่ง

กำหนดเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเพิ่มเติมอีก 18 แห่ง เงินลงทุน 1.25 ล้านล้านบาท กระจายอยู่ใน จ.ระยอง 5 แห่ง จ.ชลบุรี 12 แห่ง และ จ.ฉะเชิงเทรา 1 แห่ง จะประกาศเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ จากเดิมกำหนดไปแล้ว 2 นิคม คือ นิคมอุตสาหกรรม Smart Park จ.ระยอง และนิคมอุตสาหกรรมเหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 จ.ระยอง

กรศ. ยังเห็นชอบให้ยกระดับนิคมอุตสาหกรรม ซี.พี. จ.ระยอง เป็นเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมรองรับผู้ประกอบการที่สื่อสารด้วยภาษาจีนโดยเฉพาะ เป็นเขตส่งเสริมแห่งที่ 19 จะทำให้พื้นที่ EEC มีเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมรวมทั้งสิ้น 21 แห่ง เป็นพื้นที่ประกาศเขตส่งเสริมพิเศษ 86,775ไร่ พื้นที่รองรับการลงทุน 28,666 ไร่ ประมาณการเงินลงทุน 1.31 ล้านล้านบาท


2. เห็นชอบแผนปฏิบัติการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในพื้นที่ EEC 

แผนปฏิบัติการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบขนส่งแบบไร้รอยต่อ เชื่อมโยงทั้งทางบก น้ำ อากาศ รองรับการพัฒนา EEC เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค

ตั้งเป้าพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาเป็นเมืองการบินของภูมิภาค และพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเป็นประตูเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) และอนุภูมิภาค และส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคเอกชน รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ รวม 168โครงการ กรอบวงเงิน 988,948.10 ล้านบาท

แบ่งเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) 583,500 ล้านบาท (59%) งบประมาณแผ่นดิน 296,684 ล้านบาท (30%) งบรัฐวิสาหกิจ 98,895ล้านบาท (10%) และกองทุนหมุนเวียน (กองทัพเรือ) 1% แบ่งแผนดำเนินการเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน พ.ศ. 2560-2561 ระยะกลาง พ.ศ. 2562-2564และระยะต่อไป คือตั้งแต่ พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป

ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ ระบบคมนาคมขนส่งมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดต้นทุนขนส่งให้แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ เมื่อรวมกับโครงข่ายคมนาคมนอกพื้นที่ EEC จะช่วยลดต้นทุนขนส่งได้ถึง 2% ของ GDP หรือ ปีละ 200,000 ล้านบาท เหนี่ยวนำให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มขึ้น คาดว่าจะเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2.1 – 3.0 ล้านล้านบาท ขณะที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนคุณภาพสูง


3. เห็นชอบแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC

แผนปฏิบัติการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC เพื่อยกระดับสู่การท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี กลุ่มเชิงสุขภาพ กลุ่มเชิงวิถีชุมชน โดยให้รับฟังความเห็นจากพื้นที่ มุ่งเน้นที่พัทยา สัตหีบ และระยอง เป็นแกนการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยมีสนามบินอู่ตะเภาเป็นจุดเชื่อมโยง พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการกำจัดขยะตามแนวชายฝั่งเกาะท่องเที่ยวสำคัญ

แผนปฏิบัติการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC มี 4 แนวทาง คือ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก พัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยว รวม 47 โครงการ กรอบวงเงินลงทุน 30,247.22 ล้านบาท แบ่งเป็นงบ PPP 23,000 ล้านบาท (76.04%) งบประมาณแผ่นดิน 6,897.22 ล้านบาท (22.80%) และงบรัฐวิสาหกิจ 350 ล้านบาท (1.16%)

ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ มีนักท่องเที่ยวเพิ่มจาก 29.89 ล้านคน ในปี 2560 เป็น 46.72 ล้านคน ในปี 2564 (เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า) และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มจาก 285,572 ล้านบาท ในปี 2560 เป็น 508,590 ล้านบาทในปี 2564 (เพิ่มขึ้น 1.8 เท่า)


4. รับทราบความคืบหน้า ร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

ร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการขั้นที่ 2 หลังจากพิจารณาครบทุกมาตราแล้ว จะจัดทำรายงานเสนอต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อประชุมในวาระที่ 3 คาดว่าจะพิจารณาเสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561


5. รับทราบความคืบหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โครงการ

ทั้ง 5 โครงการจะร่วมลงทุนกับเอกชน หรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (EEC Track)

  • โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง เชื่อม 3 ท่าอากาศยาน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ร่างขอบเขตงาน (TOR) จะเสร็จสิ้นในเดือนกุมภาพันธ์ จะประกาศเชิญชวนและคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนในเดือนกรกฎาคม 
  • ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา  อยู่ระหว่างกำหนดร่าง TOR คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม
  • ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) จะมีพิธีลงนามความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างการบินไทยกับแอร์บัส ที่เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส ในเดือนกุมภำพันธ์ 
  • ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3  อยู่ระหว่างจัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความเหมาะสมด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และสิ่งแวดล้อม กำหนดจะได้ที่ปรึกษาประมาณเดือนมีนาคม ใช้เวลาศึกษา 3 เดือน เสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคม จะได้เอกชนร่วมลงทุนในเดือนพฤศจิกายน และจะได้ผู้รับจ้างก่อสร้างในเดือนมกราคม 2562 
  • ท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) เสร็จแล้ว กำลังรอความเห็นชอบ กำหนดร่าง TOR เสร็จสิ้นเดือนเมษายน ประกาศเชิญชวนเอกชนเดือนมิถุนายน คัดเลือกเอกชนในเดือนกันยายน เริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคม

7. รับทราบความคืบหน้าเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

แผนแม่บทการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้กรอบการพัฒนา “6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย, 3 เมืองนวัตกรรมมุ่งเน้น และ 5 ยุทธศาสตร์ดำเนินการ” ประกอบด้วย

6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ อุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่และเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมแบตเตอรี่และยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และ อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ และอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์

3 เมืองนวัตกรรมมุ่งเน้น คือ ศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ ศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ และศูนย์กลางและฐานในการรังสรรค์นวัตกรรมจากเทคโนโลยีอากาศยาน อวกาศ และภูมิสารสนเทศ

5 ยุทธศาสตร์ดำเนินการและกลไกสนับสนุน คือ การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ยกระดับชุมชนและอุตสาหกรรม วิจัยและนวัตกรรมการเตรียมความพร้อมและการพัฒนาบุคลากรด้าน วทน. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างกลไกความร่วมมือ และถ่ายทอดองค์ความรู้จากในและต่างประเทศ