
กมธ.ชงเลื่อนเลือกตั้งต้นปี 62
เสนอ สนช. ฟันธงสัปดาห์หน้า
ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเสียงข้างมากให้แก้ไขมาตรา 2 เพื่อให้ร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ใน 90 วัน นับแต่วันประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา จากเดิมกำหนดให้มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา
นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน โฆษกคณะกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่ากรรมาธิการฯ เห็นว่ามีคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 กำหนดกระบวนการทางธุรการของพรรคการเมืองที่จะเริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม จึงควรจะแก้ไขร่างกฎหมายเลือกตั้งให้กรอบเวลาสอดคล้องกับคำสั่ง คสช. ซึ่งจะส่งผลให้การเลือกตั้งต้องขยับออกไปจากเดิมคือเดือนพฤศจิกายน 2561 ไปเป็นช่วงปลายปี 2561 หรือต้นปี 2562
เตรียมเสนอที่ประชุม สนช. พิจารณาในสัปดาห์หน้า ว่าจะเห็นชอบกับกรรมาธิการหรือไม่ ขณะเดียวกันก็ได้พิจารณาร่างกฎหมายเลือกตั้งครบถ้วนทุกมาตราแล้ว เตรียมแถลงรายละเอียดในวันที่ 22 มกราคม

พาณิชย์ดักคอนายทุน
ต้นทุนเพิ่มไม่ถึง 1%
จากปรับค่าจ้างขั้นต่ำ
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ 5-22 บาท เพิ่มต้นทุนให้กับอุตสาหกรรมไม่ถึง 1% จึงไม่น่าจะส่งผลให้สินค้าราคาแพงขึ้น และถ้าผู้ประกอบการรายใดจะขึ้นราคาสินค้าจะต้องยื่นเรื่องมายังกรมการค้าภายใน พร้อมชี้แจงต้นทุนอย่างละเอียด ขณะที่ร้านข้าวแกงหรืออาหารปรุงสำเร็จก็ได้รับผลกระทบไม่มาก ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปรับขึ้นราคา
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งปลีกไทย มองว่าร้านค้าปลีกขนาดเล็กและขนาดกลางได้รับผลกระทบไม่มากนัก แต่จะกระทบมากกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่มีพนักงานหลักพันคน ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคจะปรับเพิ่มราคามากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ และเห็นว่าภาครัฐไม่ควรควบคุมสินค้า ปล่อยเป็นไปตามกลไกตลาด เพราะผู้บริโภคมีทางเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น

รัฐแจงไม่อุ้มราคาอ้อย
เข้าข่ายแทรกแซงตลาด
ขัดข้อตกลง WTO
นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ชี้แจงว่าภาครัฐไม่สามารถสนับสนุนเงินช่วยเหลือแก่ชาวไร่อ้อยที่ขอเพิ่มอีกตันละ 50 บาท จากตันละ 880 บาท หลังประกาศลอยตัวราคาน้ำตาลทราย เพราะจะเข้าข่ายแทรกแซงตลาด ขัดต่อข้อตกลงองค์การการค้าโลก (WTO)
และถ้ายังอุ้มราคาอ้อยก็จะกระทบการส่งออกน้ำตาลทราย ชาวไร่อ้อยจึงต้องปรับตัว วางแผนพัฒนาการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด หรือนำเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าเพื่อสร้างเสถียรภาพในระยะยาว ภาครัฐพร้อมจะเข้าไปให้คำแนะนำ

ชะลอซื้อแอร์พอร์ตลิงก์ 7 ขบวน
รอเอกชนร่วมตัดสินใจ

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม สั่งชะลอแผนจัดซื้อรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์เพิ่ม 7 ขบวนวงเงิน 4 พันล้านบาท เพื่อรอเอกชนที่จะเข้ามาบริหารรถไฟความเร็วสูงเชื่อ 3 สนามบิน คือ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ตามแผนการพัฒนาโครงการ EEC ได้ร่วมตัดสินใจ ว่าสมควรจะจัดซื้อเพิ่มหรือไม่ และจะซื้อจำนวนกี่ขบวน
ขณะที่รถไฟแอร์พอร์ตลิงก์เตรียมปรับเวลาเดินรถขบวนแรกให้เร็วขึ้น 30 นาทีในรอบเช้า คือจะเริ่มเปิดบริการตั้งแต่ 05.30 น. นับตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป

ไทยคุมส่งออกยาง 2.3 แสนตัน
ตามมติไตรภาคีชาติส่งออกยาง
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกประกาศกำหนดปริมาณจัดสรรเนื้อยางสำหรับส่งออก พ.ศ. 2561 ตามนโยบายการจำกัดปริมาณส่งออกยางพาราของไตรภาคีประเทศผู้ส่งออกยาง 3 ประเทศ รวม 3.5 แสนตัน สัดส่วนการส่งออกยาง คือ ไทย 2.3 แสนตัน, อินโดนีเซีย 9.5 หมื่นตัน และมาเลเซีย 2 หมื่นตัน โดยจะควบคุมทั้ง 3 ประเภท คือ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสมสารเคมี ระหว่างเดือนมกราคม ถึง มีนาคม 2561
กองการยาง กรมวิชาการเกษตร จะเป็นผู้ควบคุมปริมาณการขอใบอนุญาตส่งออกยางพารา คาดว่าครั้งนี้ ทั้ง 3 ประเทศจะร่วมมือกันคุมปริมาณส่งยางอย่างจริงจัง หลังจากเคยมีมติร่วมกัน 2 ครั้ง ราคายางก็เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ 3 ประเทศยังไม่ปฏิบัติตามมติ
ภาพจาก songkhlatoday.com

“ทรัมป์” ลุ้นวุฒิสภา
ถกร่าง กม.งบชั่วคราว
สภาผู้แทนราษฏรสหรัฐลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว 230 ต่อ 197 เสียง หลังอภิปรายอย่างเคร่งเครียดนานกว่า 11 ชั่วโมง จะส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป ท่ามกลางกระแสว่าสมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาหลายคน ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว
โดยเฉพาะใน 2 ประเด็น คือจะยกเลิกงบประมาณโครงการจากรัฐบาลนายบารัค โอบามา เรื่องการคุ้มครองเยาวชนที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมายให้มีโอกาสทางการศึกษา และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการนำงบประมาณบางส่วนไปสร้างกำแพงกั้นระหว่างพรมแดนสหรัฐฯ กับเม็กซิโก
หากวุฒิสภาไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวได้ก่อนเส้นตาย จะส่งผลให้ภาวะ “ชัตดาวน์” คือต้องปิดหน่วยงานรัฐบาลชั่วคราวเนื่องจากขาดงบประมาณดำเนินงาน

เลขาฯ UN ห่วงโรฮิงญา
ส่งกลับเมียนมา ไม่สมัครใจ
เลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส แสดงความกังวลหลังเมียนมากับบังกลาเทศบรรลุข้อตกลงรับชาวโรฮิงญาหลายแสนคนกลับเมียนมา โดยไม่มีสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ร่วมอยู่ในกระบวนการ เพื่อช่วยรับประกันว่าปฏิบัติการส่งชาวโรฮิงญากลับเมียนมาจะดำเนินการตามหลักสากล
ประเด็นสำคัญคือจะต้องสมัครใจ และจะต้องได้กลับไปอาศัยในถิ่นฐานเดิม ไม่ใช่ไปควบคุมอยู่ในค่ายพักในเมียนมา
ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดกรอบเวลาดำเนินการ 2 ปี เพื่อจะใช้กับชาวโรฮิงญาราว 750,000 คน ที่อพยพจากรัฐยะไข่ เข้าบังกลาเทศ 2 ครั้ง ช่วงตุลาคม 2559 และสิงหาคม 2560













