รองเลขาธิการ EEC เดินสายลงพื้นที่ เสวนาสื่อท้องถิ่นภาคตะวันออก เร่งทำความเข้าใจเพื่อสื่อสารไปยังประชาชนในพื้นที่ ถึงเป้าหมายการพัฒนาโครงการ EEC ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่จะสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลต่อภาคตะวันออก และผลักดันให้เศรษฐกิจไทยให้ก้าวกระโดดในรอบ 30 ปี
ปี 2561 เป็นช่วงหัวเลี้ยงหัวต่อสำคัญสำหรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เมื่อตั้งไข่ได้แล้ว จะสามารถก้าวเดินและออกวิ่งไปข้างหน้าตามโรดแมบที่วางไว้ได้หรือไม่ หนึ่งปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับการผลักดันของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่เป็นตัวจักรสำคัญ
สัปดาห์ที่ผ่านมา นางสาวพจณี อรรถโรจน์ภิญโญ รองเลขาธิการสายงานวิชาการและแผน EEC ลงพื้นที่ไปร่วมงานเสวนา EEC พบสื่อมวลชน ที่ จ.ชลบุรี มีสื่อมวลชนท้องถิ่นร่วมวงพูดคุยกว่า 100 คน

รองเลขาธิการ EEC สะท้อนภาพให้เห็นว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้ว รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ให้กำเนิดโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525-2529) ถือเป็นลงทุนที่พลิกโฉมหน้าประเทศครั้งแรกและครั้งเดียวของประเทศไทย
เป็นจุดกำเนิดของการปฏิวัติอุตสาหกรรมของไทย ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ทั้งอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
สร้างอุตสาหกรรมพื้นฐานที่แข็งแกร่งสู่ธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีอย่างครบวงจร ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ประกอบด้วยอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมพลาสติกและเคมีภัณฑ์
และยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออุตสาหกรรม ทั้งการสร้างท่าเรือแหลมฉบัง มอเตอร์เวย์ และรถไฟทางคู่
โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักลงทุนต่างประเทศ เม็ดเงินหลั่งไหลสู่ไทย มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 12% ภาคอุตสาหกรรมเติมโตเพิ่มขึ้น 12% สร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 7% ต่อปี ตลอดระยะเวลาช่วง 20 ปีแรก

ไทยกินบุญเก่า ปล่อยหลายประเทศแซงหน้า
30 ปีที่ผ่านไป ไทยไม่เคยลงทุนพัฒนาเชิงพื้นที่ขนาดใหญ่อีกเลย ขณะที่หลายประเทศต่างเร่งพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ
– จีนใช้เวลา 25 ปี พัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก เป็นแหล่งอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกที่สำคัญที่สุดของโลก
– มาเลเซียกำหนด 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษ พัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตสมัยใหม่และอุตสาหกรรมหลัก ทำให้สามารถรักษาศักยภาพในการแข่งขัน และมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจถึง 6% ในปี 2557
– เวียดนามเปิดนิคมอุตสาหกรรมการผลิตทั่วประเทศ โดยเน้นอุตสาหกรรมแรงงาน และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ประสบความสำเร็จในการส่งออกถึง 16%ต่อปี ในช่วง 3 ปี (2555-2557)
– อินโดนีเซียเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่งทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ และท่องเที่ยว
– อินเดียเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาทั้งอุตสาหกรรมเบาและอุตสาหกรรมหนัก
ทั้งหมดนี้ ยังไม่นับรวมการกลับเข้าสู่เศรษฐกิจโลกของรัสเซียและยุโรปตะวันออก ทั้งโปแลนด์ ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก และสโลวาเกีย เป็นต้น

คลอด EEC สร้าง New S-Curve
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พิจารณาเห็นว่าถึงเวลาที่ไทยต้องคลอดโครงการพัฒนาการลงทุนเชิงพื้นที่อีกครั้งเพื่อพลิกฟื้นประเทศ ประเมินพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว เห็นว่า 3 จังหวัดภาคตะวันออก คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ยังพัฒนาไม่เต็มที่ สามารถจะต่อยอดพื้นฐานเดิมที่แข็งแกร่งอยู่แล้วเพื่อเชื่อมต่อความเจริญจากกรุงเทพฯ จึงกำหนดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ขึ้นมา ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0
จุดแข็งของพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกสำหรับ EEC
– มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักลงทุนทั่วโลก
– มีพื้นฐานกลุ่มอุตสาหกรรมที่เข็มแข็ง
– มีระบบสาธารณูปโภคที่ดีช่วยประหยัดเงินลงทุนเบื้องต้น
– มีโครงสร้างผสมผสานระหว่างธุรกิจ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว และบริการ
– มีประชาชนที่คุ้นเคยกับกิจกรรมอุตสาหกรรม ทั้งผู้ลงทุนและผู้รับจ้างมืออาชีพ
– มีระบบการทำงานระหว่างชุมชนกับอุตสาหกรรมในด้านสิ่งแวดล้อม คอยกำกับให้เกิดมาตรฐานสำหรับเมืองที่ดี
– มีความเชื่อมโยงกับนานาชาติในพื้นที่อื่นของประเทศ

กำหนด 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย แบ่งเป็นการต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิม คือ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร
และเติม 5 อุตสาหกรรมอนาคต คือ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ซึ่งล่าสุดรัฐบาลเห็นควรให้เพิ่มอีก 1 กลุ่มอุตสาหกรรม คืออุตสาหกรรมความมั่นคง
สิ่งที่ประชาชนในภาคตะวันออกจะได้รับจาก EEC โดยเฉพาะชาวฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ไม่ใช่แค่เพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่จะเกิดความเจริญในทุกด้าน ทั้งการเข้าถึงระบบคมนาคมที่สะดวกยิ่งขึ้น การขยายของตลาดแรงงานในพื้นที่ การยกระดับการศึกษาอย่างครบวงจร ระบบสาธารณูปโภคที่เพียบพร้อม ภายใต้แนวคิด Smart City คือนอกจากจะทันสมัยแล้ว ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการ คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างก้าวกระโดดในทุกมิติ โดยเฉพาะทั้งการคมนาคมขนส่ง ทางบก น้ำ และอากาศ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ EEC ให้เชื่อมต่อกับพื้นที่อื่นทั่วประเทศ รวมถึงกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV รวมถึงเชื่อมต่อกับโลก พร้อมทั้งออกสารพัดมาตรการเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก ให้หันมาปักหมุดขยายการลงทุนใน EEC ของไทย ซึ่งจะได้เห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2561 อย่างแน่นอน











