รูดม่านปิดฉากลาโรงกันไปเรียบร้อย เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา สำหรับมหกรรมโอลิมปิคทางปัญญาแห่งมวลมนุษยชาติครั้งที่ 48 ประจำปี 2561 ภายใต้หัวข้อ ”ร่วมกันสร้างอนาคต ในสถานการณ์โลกที่แตกร้าว” ซึ่งรู้จักกันดีทั่วโลกในชื่อ “World Economic Forum-WEF” ซึ่งถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์


ทำไมจึงอุปมาการประชุม “WEF” เป็น “มหกรรมโอลิมปิคทางปัญญาแห่งมวลมนุษยชาติ”???

Professor Klaus Schwab, Founder and Executive Chairman of the World Economic Forum

คำตอบง่ายและชัดเจนที่สุดคือการประชุม WEF มีความละม้ายคล้ายกับมหกรรมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ซึ่งถือเป็นมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ ตรงที่มีการจำแนกหมวดหมู่หัวข้อการประชุมไม่น้อยกว่า 10 หัวข้อ ตั้งแต่เศรษฐกิจ-การเงิน-การค้า-การคมนาคม-อุตสาหกรรม-การศึกษา-เทคโนโลยี-พลังงาน-สิ่งแวดล้อม-สิทธิมนุษยชน ทำนองเดียวกับจำนวนชนิดกีฬามากมายในมหกรรมกีฬาโอลิมปิค

ยิ่งไปกว่านั้นในแต่ละหัวข้อยังแตกเป็นหัวข้อย่อยๆ อีกกว่า 400 หัวข้อ กระจายออกไปในกว่า 400 เวทีการเสวนา เฉกเช่นเดียวกับมหกรรมกีฬาโอลิมปิค ที่มีการกระจายการแข่งขันไปหลายสนามกีฬา

นอกจากหัวข้อการประชุมที่หลากหลายครอบคลุมทุกมิติแล้ว ผู้เข้าร่วมประชุมก็มีหลายหลากสถานะ ตั้งแต่ผู้นำประเทศจำนวนกว่า 70 ประเทศ-ผู้นำการเมือง จำนวนกว่า 340 คน-ผู้นำองค์การระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ-ผู้อำนวยการองค์การค้าโลก-ประธานธนาคารโลก-ผู้อำนวยการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ)-ผู้อำนวยการองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) รวมทั้งผู้นำองค์กรภาคธุรกิจ เบ็ดเสร็จรวมกันไม่ต่ำกว่า 1,900 คน ดุจเดียวกับมหกรรมกีฬาโอลิมปิค ที่มีนักกีฬาจากแทบทุกประเทศในโลกเข้าร่วมการแข่งขัน


“ทรัมป์” ฉวยโอกาส ”ยกตนข่มประชาคมโลก”

สายตาประชาคมโลกในเวทีประชุม WEF ปีนี้ ต่างจับจ้องความเคลื่อนไหวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำสหรัฐอเมริกาคนแรกในรอบ 18 ปี นับจากบิลล์ คลินตัน ที่เข้าร่วมการประชุมในเวทีนี้

โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมการประชุม WEF ปีนี้แบบ”จัดหนัก-จัดเต็ม-ไฟกะพริบ” โดยยกโขยงคาราวานรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลและหัวขบวนหน่วยงานความมั่นคงไปร่วมประชุมอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ราวกับจงใจอวดสำแดงความเป็นอภิมหาอำนาจแห่งความเป็นสหรัฐอเมริกา ที่”เล็กๆไม่..ใหญ่ๆชอบ”

โอกาสนี้ ทรัมป์ ซึ่งมีคิวขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในวันสุดท้ายของการประชุม คือวันที่ 26 มกราคม ได้สำแดงอหังการ์อวดข่มประชาคมโลกตามความหมาย…ตามแบบฉบับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เป็นสาวกแสนสัตย์ซื่อของลัทธิ ”Ethnocentrism”

สาระสำคัญในคำกล่าวสุนทรพจน์ของทรัมป์ โอ้อวดตั้งแต่การให้นิยามของวลี ”America First-อเมริกาต้องมาก่อน”..ด้วยการบอกว่าไม่ได้หมายถึงการดำรงอยู่ของอเมริกาอย่างโดดเดี่ยว แต่หมายถึงพลังของอเมริกา ในการอุปถัมภ์ค้ำชูโลก

“เมื่ออเมริกาโต..โลกโต…ความเฟื่องฟูของอเมริกาจะก่อเกิดงานมากมายขึ้นทั่วโลก”

ว่าแล้ว ทรัมป์ ก็ยอวาทีอวดผลงานตัวเองโดยไม่แยแสว่าจะมีใครในที่ประชุมหมั่นไส้สะอิดสะเอียน…

“ช่วงเวลา 1 ปีในการทำหน้าที่ผู้นำประเทศ ทำให้นักลงทุนในตลาดหุ้นรวยขึ้นกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ…ทำให้ชาวอเมริกันมีงานทำกว่า 2,500,000 อัตรา..ทำให้อัตราการว่างงานลดลงไปอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี และทำให้นักธุรกิจ…นักลงทุน มีความเชื่อมั่นต่ออนาคตเศรษฐกิจในระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี”

ทรัมป์ ร่ายยาวอวดสรรพคุณผลงานตัวเองต่อไปว่ามาตรการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 35 ลงมาเหลือร้อยละ 21 กำลังส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจอเมริกาโดยเห็นได้จาก ”แอปเปิล” ประกาศเคลื่อนย้ายกำไร 245,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่อยู่นอกประเทศ กลับเข้าสู่อเมริกา พร้อมกับมีแผนลงทุนกว่า 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 5 ปีจากนี้ ยิ่งไปกว่านั้นมาตรการดังกล่าวยังมีส่วนช่วยให้คนงานนับล้านๆคนได้รับแจกโบนัสพิเศษจากนายจ้าง ซึ่งได้รับประโชน์จากภาระภาษีที่ลดลง

ในมิติของการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งปรากฏในสุนทรพจน์ของผู้นำอเมริกา ระบุว่าต้องการปฏิรูประบบการค้าระหว่างประเทศให้เกิดความเป็นธรรม…

“เราไม่สามารถจะเปิดการค้าเสรีได้ ถ้ามีบางประเทศฉวยโอกาสเอาเปรียบ แต่เรายินดีสนับสนุนการค้าเสรีที่เป็นธรรม”

ทรัมป์ ยังพูดถึงนโยบายว่าด้วยคนมืองของอเมริกาว่าจะเน้นความสำคัญของขีดความสามารถในการดูแลรับผิดชอบตัวเอง และเอื้อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจอเมริกา เป็นกำลังสำคัญในการช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่อเมริกาเป็นหลัก


จีน-อินเดีย..เหน็บนิ่มๆ เจ็บลึกๆ

ในเวที WEF ปีนี้ “ลุ่ย เหอ” กรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ซึ่งมีสถานะ ”มือขวา” ของประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง เป็นผู้แทนของผู้นำจีน ได้กล่าวสุนทรพจน์รณรงค์ปลุกเร้าการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาคมโลก ในการสร้างอนาคตที่สดใสแก่โลก

สาระสำคัญในคำกล่าวสุนทรพจน์ของ ลุ่ย เหอ มีความสอดคล้องกลมกลืนกับสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี แอลเจล่า เมอร์เคิล แห่งเยอรมนี ซึ่งระบุถึงคุณค่าความสำคัญของการร่วมมือกันฝ่าฟันปัญหา เพื่อสร้างความสดใสแก่อนาคตโลก

“การปิดกั้นตัวเอง โดดเดี่ยวตัวเอง ไม่มีวันนำเราไปสู่อนาคตที่ดี และลัทธิกีดกันการค้าไม่ใช่คำตอบ”

ทำนองเดียวกันนายกรัฐมนตรี นาเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ก็กล่าวเหน็บแนมไปถึงบางประเทศ…

“หลายต่อหลายประเทศ ดำเนินนโยบายแบบเห็นแก่ตัว ย้อนแย้งกับกระแสโลกาภิวัตน์…ชุดความคิดและการกระทำเช่นนี้ ไม่ได้อันตรายน้อยไปกว่าภัยก่อการร้าย หรือภัยจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ”

โอกาสเดียวกันนี้ ลุ่ย เหอ ยังบอกต่อที่ประชุมว่าในอนาคต 3 ปีนับจากนี้ประเทศจีน มีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญศึกหนัก 3 ด้าน คือความเสี่ยงทางการเงิน….ช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างความรวยกับความยากจน…มลภาวะสิ่งแวดล้อม


ฝรั่งเศส ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน-นอร์เวย์ ไม่เอาโกง

เอมมานูเอล มาครอง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ใช้เวทีการประชุม WEF ประกาศจุดยืนชัดเจนของนโยบายพลังงาน เป็นสัญญาประชาคมต่อโลก

“ภายในปี 2564 โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน จะถูกปิดลงทั้งหมด”

ทางด้านนายกรัฐมนตรี เออร์น่า ซอลเบิร์ก แห่งนอร์เวย์ กล่าวเรียกร้องต่อที่ประชุม WEF ให้ร่วมกันกำจัดกวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชั่น และปิดกั้นการเคลื่อนย้ายเงินผิดฏหมาย ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศ

แปลกแต่จริง..เวทีนี้ไม่ยักจะมีการรณรงค์จัดระเบียบสกุลเงินดิจิตอล ทั้งๆ ที่กำลังแพร่ระบาดคุกคามความมั่นคงระบบเศรษฐกิจโลกอย่างหนักและมีอันตรายร้ายแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภัยก่อการร้าย…ภัยยาเสพติด !!!!!


ขอบคุณภาพจาก https://www.weforum.org/events/world-economic-forum-annual-meeting-2018