
นายกฯกำชับทุกฝ่าย
เร่งขับเคลื่อน EEC
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับทุกฝ่าย ทั้งส่วนราชการ ฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายเศรษฐกิจ ร่วมมือกันผลักดันโครงการ EEC ให้ผ่านบรรลุเป้าหมายด้วยดีโดยไม่สร้างปัญหา
นอกจากการช่วยกันขับเคลื่อนโครงการ EEC สิ่งที่ต้องดำเนินการคู่ขนานไปด้วยคือการลดปัญหาในระดับพื้นที่ เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมพัฒนา และสนองตอบโครงการของรัฐบาล สร้างความรู้สึกที่ดีต่อกัน ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของโครงการ EEC ที่เป็นอนาคตของประเทศ

กนศ. เห็นชอบแผน EEC
ลุ้น กม. ผ่าน สนช. กุมภาฯ

ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) เห็นชอบร่างแผนปฎิบัติการโครงสร้างพื้นฐานรองรับโครงการ EEC พัฒนาการขนส่งเชื่อมโยงทางบก น้ำ และอากาศ ระหว่างกรุงเทพฯ กับพื้นที่ EEC ในภาคตะวันออก มีแผนระยะสั้น กลาง และยาว รวม 168 โครงการ วงเงินงบประมาณ 1ล้านล้านบาท
เห็นชอบแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC รวม 53 โครงการ วงเงินงบประมาณ 30,000 ล้านบาท ยกระดับการท่องเที่ยวไปสู่ระดับโลก ทั้งกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กลุ่มครอบครัว และกลุ่มนักธุรกิจ
ที่ประชุมยังเห็นชอบประกาศเขตส่งเสริมนิคมอุตสาหกรรมเป้าหมาย 19 แห่ง กระจายอยู่ใน จ.ชลบุรี 12 แห่ง จ.ระยอง 6 แห่ง และ จ.ฉะเชิงเทรา 1 แห่ง รองรับการลงทุนกว่า 1.1 ล้านล้านบาท ในช่วง 10 ปี และรับทราบความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก คาดว่าจะ สนช. จะพิจารณาเสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์

ประชุม กนช. นัดแรก
ขยายยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) นัดแรก มีมติตั้งคณะกรรมการ 4 คณะ ประกอบด้วย คณะกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์น้ำ คณะกรรมการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ คณะกรรมการยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ และคณะกรรมการกลั่นกรองและวิเคราะห์ประเมินผล
ที่ประชุมเป็นชอบให้ปรับแผนยุทธศาสตร์น้ำจาก 10 ปี เป็น 20 ปี โดยจะกำหนดงานเร่งด่วนในแต่ละปี เริ่มตั้งแต่ปี 2561 มีโครงการขนาดใหญ่ในทุกภูมิภาค 44 โครงการ เน้นพัฒนาและดูแลแหล่งน้ำขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายและกักเก็บน้ำ ซึ่งโครงการที่วงเงิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ต้องผ่านการศึกษาออกแบบเพื่อลดผลกระทบในพื้นที่

ภาพจาก www.thaigov.go.th

เชียงใหม่หนุนเอกชน ลงทุน Smart Bus
เปิดใช้รับสงกรานต์
ชาวเชียงใหม่เตรียมใช้บริการรถโดยสารอัจฉริยะ “Smart Bus” โดยบริษัท รีเจียนนอล ทรานซิสท์ คอร์เปอร์เรชั่น (RTC) มีแผนลงทุนพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเชียงใหม่ วงเงิน 50 ล้านบาท อยู่ในขั้นตอนรออนุมัติใช้เส้นทางจากกรมการขนส่งทางบก แต่ได้รับอนุญาตให้ทดสอบเดินรถ เบื้องต้นวางเส้นทาง R3 ระยะทาง 20.5 กิโลเมตร มี 26 สถานี ออกแบบให้เป็นป้ายรถโดยสารอัจฉริยะ (Smart Bus Stop) มีป้ายดิจิทัลแสดงเวลาที่รถจะเข้าจอด แสดงสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถเดินถึงไม่เกิน 5 นาทีจากสถานี
นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าฯ จ.เชียงใหม่ สนับสนุนเต็มที่เพราะเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้เอกชนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว โดยขอให้เปิดบริการก่อนเทศกาลสงกรานต์และเปิดให้เปิดทดลองใช้ฟรี 15 วัน เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบก่อนจะเปิดให้บริการเป็นทางการ

กฟผ. รณรงค์เสื้อเบอร์ 5
ประหยัดไฟ ลดคาร์บอนฯ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผลักดันโครงการ “เสื้อผ้าเบอร์ 5” จับมือกับหน่วยงานพันธมิตรให้ใช้ผ้าเบอร์ 5 เป็นเครื่องแบบ และชุดนักเรียนนักศึกษา จะเร่งขยายไปสู่กางเกงและกระโปรงเบอร์ 5 ภายในปี 2561
เสื้อผ้าเบอร์ 5 ได้รับการปรับปรุงทั้งเนื้อผ้าและการตัดเย็บ ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในการรีด เป้าหมายเบื้องต้นคือ ให้มีคนใช้เสื้อผ้าเบอร์ 5 จำนวน 1,700,000 ตัว จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 7 ล้านหน่วยต่อปี คือเป็นมูลค่า 28 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3,600 ตันต่อปี
ปัจจุบันมีบริษัทผ่านการทดสอบเสื้อผ้าเบอร์ 5 จำนวน 7 บริษัท 11 เครื่องหมายการค้า เริ่มวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าทั่วประเทศ
ภาพจาก www.tcijthai.com

อาเซียนวาง 4 ยุทธศาสตร์
ร่วมผลักดันการท่องเที่ยว

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เผยการหารือกับรัฐมนตรีด้านท่องเที่ยวของชาติสมาชิกอาเซียน ในงาน “อาเซียน ทัวริสซึ่ม ฟอรั่ม 2018” ว่าในปี 2561 แต่ละประเทศมียุทธศาตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันใน 4 ประเด็นหลัก คือ
1.การท่องเที่ยวเชิงอาหาร ชูจุดเด่นหรือสัญลักษณ์ร่วมของอาหารแต่ละชาติ เช่น การใช้เครื่องเทศ
2.การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล เพื่อเข้าถึงคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงต้องช่วยผู้ประกอบการให้พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน
3.การท่องเที่ยวทางครุยส์ กระตุ้นการเดินทางทางน้ำ เนื่องจากส่วนใหญ่ติดทะเล ไม่ควรจะรอนักท่องเที่ยวทางสนามบินอย่างเดียว
4.การลงทุนด้านท่องเที่ยว กระตุ้นให้นักลงทุนสนใจธุรกิจด้านบริการมากขึ้น เช่น สวนสนุก สวนน้ำ และรีสอร์ต

อินเดียทุ่มทุนสร้าง
ระบบประกันสุขภาพใหญ่ที่สุดในโลก
รัฐบาลอินเดียแถลงร่างแผนงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2561/2562 ต่อสภาผู้แทนราษฎรของอินเดีย ประเด็นสำคัญคืออัดฉีดงบประมาณ 220,000 ล้านดอลลาร์ (6.88 ล้านล้านบาท) เพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในชนบท ร่วมถึงสร้างถนนหลวง สุขาสาธารณะ และพัฒนาระบบไฟฟ้า
โดยจะใช้งบ 7,855 ล้านดอลลาร์ (245,861.5 ล้านบาท) ผลักดันร่างแผนยุทธศาสตร์ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนยากจน จะมีชาวอินเดียมากกว่า 500 ล้านคน จาก 1,250ล้านคนที่เข้าถึง ถือเป็นระบบประกันสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ร่างแผนงบประมาณฉบับนี้จะเป็นฉบับสุดท้ายของรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปช่วงเดือนพฤษภาคม 2562













