นับตั้งแต่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจในรัฐบาล “โครงการประชารัฐ” คือ ธงนำผืนใหม่ที่ถูกชูขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม


โหมโรงด้วยระดมดึง เจ้าสัว เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่เข้ามาเป็นกรรมการ “โครงการสานพลังประชารัฐ” มี 12 คณะ แต่ละคณะจะมีรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ เป็นประธานคู่กับภาคเอกชน

แนวคิดนี้ ถอดแบบ “เกาหลี” ที่ให้ธุรกิจยักษ์ใหญ่ “กลุ่มแชร์โบล” อย่างซัมซุง ฮุนได แดวู แอลจี มาเป็น “พี่เลี้ยง” ธุรกิจรายเล็กๆ ที่เป็นธุรกิจฐานรากจนเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

สานพลังประชารัฐ ก็ดึงเอาบริษัทยักษ์ใหญ่ที่อยู่ใน “เครือข่ายดร.สมคิด” มาเป็นพี่เลี้ยง วิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอี  ซึ่งเป็นที่มาที่ไปของ “บริษัทประชารัฐ” มี บริษัทประชารัฐ (ประเทศไทย) เป็นศูนย์กลาง และ บริษัทประชารัฐจังหวัดที่บริษัทเอกชนร่วมถือหุ้นแบบไม่มีปันผลเป็นกิจการลูกข่าย

อีกฝั่ง คือ ร้านค้าประชารัฐ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ต่อยอดจาก ร้านธงฟ้าเป็น “ธงฟ้าประชารัฐ” รองรับคนรายได้น้อย 

ที่ผ่านมา บ.ประชารัฐ กลายเป็นเป้านิ่งให้นักวิชาการและเอ็นจีโอ.โจมตีว่า “เอื้อนายทุน” บ้างหรือปล่อยนายทุนฮุบประเทศบ้างอาจจะดูไม่เป็นธรรมกับภาคเอกชนนัก แต่กระแสเอื้อนายทุนก็จุดติดเรียบร้อย

ขณะเดียวกันในระหว่างดำเนินการบริษัทประชารัฐก็มีปัญหามากมาย ตั้งแต่วิธีคิด เอกชนต้องการให้ทำเป็น “โมเดลทดลอง” แต่ทางราชการจะทำพร้อมกันทีเดียวทั่วประเทศ

บางจังหวัดนักธุรกิจระดับจังหวัด หอการค้าที่เป็นตัวแทนเห็นไม่ตรงกันกับผู้ว่าฯที่มักผูกขาดความคิด บางพื้นที่ผู้ว่าฯไม่ยอมรับเอกชน มีไม่กี่บางจังหวัดที่ราบรื่น เช่น ที่ภูเก็ตเป็นพื้นที่ทดลองที่แรกๆ

น่าสนใจตรงที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมารัฐบาลมีคำสั่งยุบ คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ จาก 12 คณะ เหลือแค่ 3 กลุ่มหลักๆ เท่ากับส่งสัญญาณว่า สานพลังประชารัฐ ไม่เป็นไปตามเป้า ไม่เวิร์ค ข้าราชการกับภาคเอกชนยังจูนกันไม่ติดมีหลายชุดที่รัฐมนตรีเป็นประธานจะฟังเสียงและเชื่อข้อมูลจากข้าราชการมากกว่าภาคเอกชน

ยิ่งใกล้เลือกตั้ง วาทะ “เอื้อนายทุน” จะกลายเป็นเป้านิ่งให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีจึงต้องยุบจาก 12 คณะเหลือ 3 กลุ่มเพื่อให้กระชับและลดกระแสเอื้อนายทุนเบาลง ในส่วน “บริษัทประชารัฐ” แม้จะแก้ปัญหาแบบยั่งยืนแต่ก็มีอุปสรรคมากมาย กว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมต้องใช้เวลานาน คงไม่ทันเลือกตั้ง 

ในระยะสั้นๆ บริษัทประชารัฐคงจะไปแทน “ประชานิยม” ที่เข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจชาวบ้านอย่าง “30 บาทรักษาทุกโรค” และ “กองทุนหมู่บ้าน” ได้ยาก

นี่คือเหตุผลทำไมต้องผุด “วอรูมไทยนิยม” ขึ้นมา ด้านหนึ่งเพื่อกลบกระแสประชารัฐที่โดนโจมตีเอื้อนายทุน และอีกด้านเป็น “อาวุธลับ” ที่รัฐบาลงัดขึ้นมาต่อกรกับ “ประชานิยม” คราวนี้เป็นการ “จัดทัพใหญ่” ปูพรมเต็มทุกพื้นที่

สะท้อนจาก “คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 21/2561 เรื่องแต่งตั้ง คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เมื่อวันที่ 16 ม.ค.61” ให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการณ์ขับเคลื่อนการทำงานในระดับพื้นที่ตามแนวทางประชารัฐ โดยให้ส่วนราชการ หน่วยงานที่มีหรือจะมีโครงการ/กิจกรรมลงดำเนินการในพื้นที่ระดับตำบล หมู่บ้าน ใช้ทีมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ระดับตำบลเป็นแกนหลัก และให้ทุกส่วนราชการ หน่วยงาน สนับสนุนกลไกขับเคลื่อนในพื้นที่ทุกระดับตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานมี รองนายกฯ รัฐมนตรี ปลัด รองปลัดกระทรวง รวมถึง เอ็มดี.ธกส. และออมสิน เป็นกรรมการ รวมทั้งสิน 61 คน

พล.อ.ประยุทธ์ อรรถาธิบายคำว่า “ประชานิยม” แตกต่างจาก “ไทยนิยม” เพราะว่าไทยนิยมนั้นเป็นการต่อยอด ขยายผลจากประชารัฐ… การมีส่วนร่วม การรับผิดชอบร่วม แล้วรัฐบาลจึงจะแสวงหาความร่วมมือจากภาคเอกชน ภาควิชาการ ทำให้เกิดเป็น 3 ประสาน ก็คือ ราษฎร์ รัฐ และเอกชน ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ใคร 

จัดเต็มทั้งกระสุนและกำลังพลที่จะปูพรมในพื้นที่ “ออร์เดิร์ฟไทยนิยม” จานแรกเสิร์ฟด้วย “บัตรคนจน” ที่เพิ่มวงเงินจากเดิม 300 บาทไปซื้อของจากร้านค้าประชารัฐ เป็น 500 บาทสู้ กับ “30 บาทรักษาทุกโรค”

แรกๆ 300 บาท เสียงตอบรับยังไม่แรงพอ กระทั่งต้องเพิ่มเป็น 500 บาท คนในพรรคเพื่อไทยในพื้นที่บางคน ยังยอมรับว่า ถ้า 500 บาทเหนื่อยแน่ๆ 30 บาทป่วยจึงได้ใช้ แต่ 500 บาทได้ทุกเดือน 

ส่วน “กองทุนหมู่บ้าน” ต้องจับตาดูว่าไทยนิยมจะแก้เกมอย่างไร นี่คืออีกหนึ่งนโยบายที่อยู่ในหัวใจชาวบ้านเป็นฐานเสียงแข็งโป๊กตั้งแต่ไทยรักไทย จนถึงเพื่อไทย หลายๆ รัฐบาลในอดีตรวมถึงรัฐบาล “บิ๊กตู่” ก็เคยคิดจะไปรื้อ หรือไปยุบไปเลย แต่ก็ไม่สำเร็จ

เชื่อว่า หากล้มกองทุนหมู่บ้านไม่ได้ยุทธวิธีใหม่ก็ต้องสร้างกองทุนใหม่มาแทน แว่วๆว่า รัฐบาลเตรียมจะเสนอ สนช.ภายใต้ชื่อ “สถาบันการเงินประชาชน” จะซื้อใจชาวบ้านให้ลืมกองทุนหมู่บ้านหรือไม่ คงต้องจับตาดูต่อไป

อย่างไรก็ตาม ไทยนิยม จะแก้เกม ประชานิยมได้หรือไม่ คงไม่ได้อยู่ที่ กองกำลังปฏิบัติงานใหญ่กว่าเม็ดเงินมากกว่า นอกเหนือจาก “ยุทธศาตร์” ที่ดี มันต้องมี “ศิลปะ” ในการบริหารจัดการที่ดี ต้องยอมรับว่าเรื่องอย่างนี้ “นักการเมือง” เชี่ยวชาญกว่านายทหารแน่ๆ 

ในปี 44 รัฐบาลไทยรักไทย ผลักดันโครงการประชานิยม ผ่านช่องทาง “นักการเมือง” แม่นยำ ตรงเป้าและเร็วกว่าผ่านช่องทางราชการ พอผ่านมือนักการเมือง ไปหัวคะแนนลงสู่พื้นที่ ด้วยวิธีการแปลกใหม่ จนชาวบ้านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นเงิน “ทักษิณ” 

ประชานิยมไม่ใช่แค่ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน ยังมี SML พักหนี้เกษตรกร แถมบางปีมีงบฯ ฉุกเฉิน ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม บางครั้งจะไม่แล้งไม่ท่วมก็ตาม ขณะที่ไทยนิยมยังผ่านช่องทางเก่าๆ นั่นคือ “ช่องทางราชการ” การจัดทัพก็เทอะทะ ไม่รู้ว่ากว่าจะจัดทัพเสร็จ จะทันเลือกตั้งหรือไม่ 

เหนือสิ่งอื่นใด ความสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายอย่างเดียว ขึ้นอยู่กับ “ตัวผู้นำ” จะสื่อสารเจตนารมณ์ให้ชาวบ้านเข้าใจและเชื่อได้มากน้อยแค่ไหนต้องยอมรับว่า “ดร.ทักษิณ” นั้นมีศิลปะการสื่อสารกับชาวบ้านได้ดีเข้าใจง่าย รู้ว่าจังหวะไหนจะสื่อสารอะไร

นี่คือ ความสำเร็จของประชานิยม ที่ใครอยากจะชนะต้องศึกษาไว้


ผู้เขียน : ทวี มีเงิน // ภาพจาก www.สานพลังประชารัฐ.com, www.thaigov.go.th, wikipedia.org