เป็นธรรมเนียมทุกปีอยู่แล้ว ที่จะมีการจัดกิจกรรมวันไตโลกขึ้น เพื่อรณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงอันตรายจากการบริโภครสเค็ม สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคไต และการจัดกิจกรรมนี้มุ่งผลเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวในการดูแลรักษาสุขภาพไตด้วย โดยในปีนี้ กิจกรรมวันไตโลกจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 มีนาคม 2561 ซึ่งไปตรงกับวันสตรีสากลพอดี ดังนั้น ในปีนี้ ธีมกิจกรรม จึงเป็นการรณรงค์ภายใต้คำขวัญ “สตรีไทย ไตสตรอง”
และคำขวัญนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเก๋ๆ เท่านั้น เพราะผู้ป่วยโรคไตที่เป็นผู้หญิงเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวันอย่างน่าเป็นห่วง จนกลายเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ศ.นพ.เกรียงศักดิ์ วารีแสงทิพย์ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย อัพเดทข้อมูลล่าสุดในงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมสัปดาห์วันไตโลกและสัปดาห์ลดการบริโภคเค็ม ประจำปี 2561 ว่า
“สาเหตุหลักของไตวายเรื้อรังที่ได้รับการบำบัดทดแทนไต คือ โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงรวมกันมากกว่าครึ่ง ที่เป็นผลมาจากการกินรสหวานจัด หรือเค็มจัด และไม่ออกกำลังกายทำให้น้ำหนักตัวเกิน ซึ่งยังคงไม่สามารถสรุปได้ว่าเพศใดเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตมากกว่ากัน
“แต่อย่างไรก็ดีเพศหญิงก็มีความเสี่ยงที่ต่างจากเพศชายในบางกรณี เช่น ความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการตั้งครรภ์ สำหรับสตรีวัยเจริญพันธุ์ โรคไตเรื้อรังทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ลดลง โดยเฉพาะในรายที่การทำงานของไตลดลงอย่างมาก เมื่อผู้ป่วยมีไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายและได้รับการบำบัดทดแทนไตจะมีโอกาสตั้งครรภ์น้อยมาก
“นอกจากนี้การตั้งครรภ์ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีความเสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษและอาจมีความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อมารดาและทารกในครรภ์ได้ ดังนั้นก่อนการตั้งครรภ์ จึงควรปรึกษาแพทย์และวางแผนการตั้งครรภ์อย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์เองก็ส่งผลกระทบต่อไตได้เช่นกัน ภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ เช่น ครรภ์เป็นพิษ การแท้ง การตกเลือดหลังคลอด ทำให้มีภาวะไตวายเฉียบพลันได้”
ด้าน นพ.ชูชัย ศรชำนิ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้ข้อมูลตัวเลขที่น่าตกใจว่า “จากจำนวนผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ใช้สิทธิบัตรทอง เป็นผู้หญิงจำนวน 20,125 ราย คิดเป็นร้อยละ 51 ของผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งกว่า 1 ใน 4 ของผู้ป่วยทั้งหมดนี้ เป็นหญิงวัยเจริญพันธ์อายุ 15-49 ปี และพบประวัติโรคร่วม ได้แก่ โรคเบาหวานร้อยละ 49 โรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 81 และโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะร้อยละ 4.2 แต่อย่างไรก็ดีเพศหญิงก็มีความเสี่ยงที่ต่างจากเพศชายในบางกรณีเช่นความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับตั้งครรภ์ รวมถึงโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง จะเห็นได้ว่าโรคไตวายเรื้อรัง เป็นโรคที่คุกคามสุขภาพประชากรขณะนี้ และจากประมาณการณ์ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในอีก 3 ปีข้างหน้า (ปี 2564) จะมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในระบบเพิ่มเป็นจำนวน 59,209 ราย”

ที่สุดแล้ว เมื่อมีข้อเท็จจริงปรากฎชัดเจนแล้วว่า ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต นอกจากการรณรงค์ให้ผู้คนรับทราบปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แล้ว การให้ความรู้ผู้คนเกี่ยวกับการป้องกันไม่ให้ตนเองและคนรอบข้างเป็นโรคไตก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน และวิธีป้องกันที่ โครงการป้องกันและชะลอโรคไตเรื้อรัง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. Chronic Kidney Disease Prevention in the Northeast of Thailand มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้แนะนำ ไว้คือ
- รักษาและควบคุมโรคหรือภาวะที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง เช่นการปรับพฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิต เพื่อรักษาระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงจนเกินไป
- ควรรับการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละครั้ง โดยมีการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ โดยเฉพาะผู้ที่ตรวจพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรัง
- ปรับพฤติกรรมการกินอาหาร ลดกินอาหารหวานจัด เค็มจัด
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว
- หลีกเลี่ยงการกินยาและสารที่มีพิษต่อไตติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะไตจะเสื่อมสมรรถภาพจนเป็นไตวายได้ โดยยาเหล่านี้ ได้แก่ ยาแก้ปวดกระดูก ปวดข้อ ยาชุด ยาหม้อ ยาปฏิชีวนะบางชนิด เป็นต้น
- หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะนานๆ เพราะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะและเกิดการอักเสบ
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่











