อยากจะขอกล่าวถึง Chinanatown Fair 2018 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงาน Bangkok Design Week 2018 : The New-ist Vibes ออกแบบไปข้างหน้า ของ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC กิจกรรมนี้ได้จัดขึ้นไปแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา ณ ซอยนานา ถนนไมตรีจิต ย่านวงเวียน 22 กรกฎา ชุมชนเก่าแก่ ถิ่นที่อยู่ของชาวจีน
ในด้านความสำเร็จของงาน ต้องปรบมือให้คนจัดงานดังๆ ทีเดียว ที่สามารถประชาสัมพันธ์กิจกรรมสร้างสรรค์ทางโซเชียลมีเดียได้อย่างเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทำให้คนมางานกันอุ่นหนาฝาคั่ง โดยผู้ที่มาเดินงานนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นคนรุ่นใหม่ทุกเพศทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ที่มีความสนใจในย่านเก่าซึ่งวันนี้ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีวิตชีวา ด้วยการเนรมิตให้ตึกแถวเก่า สถาปัตยกรรมแบบจีน ให้เป็นแกลอรี พื้นที่สร้างสรรค์งานศิลปะ ออฟฟิศชิลๆของสถาปนิกรุ่นใหม่ ร้านกาแฟเก๋ๆ ร้านดอกไม้ และพื้นที่สำหรับสังสรรค์กันทั้งยามกลางวันและยามค่ำคืน

ทว่า กิจกรรมที่กล่าวมานี้ ดำเนินการโดยคนต่างถิ่นที่เป็น ศิลปิน หรือสตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการใหม่ ผู้สมัครใจย้ายเข้ามาด้วยความหลงใหลในย่านเก่าและพอมีกำลังทรัพย์เข้ามาครอบครองพื้นที่ในตรอกเล็กๆนี้ ไม่ใช่คนชุมชนนี้แต่อย่างใด
นี่เป็นเหตุให้ผู้มาเยือนอย่างเรา รู้สึกได้ถึง ลมหายใจที่หายไปของคนในชุมชน
เพราะจากการเดินชม กิจกรรมนี้ไม่ต่างอะไรกับถนนคนเดินที่ทำขึ้นเพื่อสนอง need ของคนยุคดิจิทัล แนว ชิม ช็อป แชร์ ที่หากคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เรามาเดิน ต้องสงสัยแน่ๆว่าของทำมือ สินค้าอาร์ทๆ ของมือสอง รวมไปถึงของกินบางร้านทำไมถึงแพงนัก

ชุมชนซอยนานาในวันนี้ที่เราได้สัมผัส จึงเต็มไปด้วยความฉาบฉวย

ผิดกับอีกชุมชนหนึ่ง ที่ได้เคยไปเยี่ยมชม จึงอยากขอแชร์ประสบการณ์เพื่อเปรียบเทียบคือ ย่านกะดีจีน ที่ตั้งอยู่ในเขตธนบุรีซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเกาะรัตนโกสินทร์หรือย่านประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่โดยประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร
ความโดดเด่นของย่านนี้ คือ วัฒนธรรม เพราะที่นี่ประกอบไปด้วยชุมชนเล็กๆที่มีความหลายหลายทางวัฒนธรรมถึง 6 ชุมชน ซึ่งมีความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกันถึง 4 ความเชื่อทางศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทและมหายาน คาทอลิก และอิสลาม การตั้งถิ่นฐานของชุมชนในย่านกะดีจีนได้สะท้อนการผสมผสานมรดกวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์

และเมื่อเกิดความตั้งใจในการฟื้นฟูย่านเก่านี้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยเริ่มจากการศึกษาวิจัย ร่วมมือกับภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิร็อคกีเฟลเลอร์ เอเชีย (Rockefeller Foundation, Asia Office) ซึ่งการศึกษาในครั้งนั้น มองว่า
“แนวคิดการพัฒนาโดยมีชุมชนเป็นฐาน (community-based development) ภายใต้แผนปฏิบัติการ 21 ระดับท้องถิ่น (Local Agenda 21) ที่ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา โดยเปิดโอกาสให้ชาวชุมชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความต้องการ เพื่อเจรจาหาข้อตกลงในการบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกัน ซึ่งการมีส่วนร่วมของชุมชนในระดับสูงและกว้างขวางนี้ มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดการฟื้นฟูเมืองที่ยั่งยืนได้ในที่สุด”

และการศึกษาครั้งนี้ อ้างอิงว่า “โครงการฟื้นฟูเมืองในหลายประเทศนิยมใช้งานศิลปวัฒนธรรมเป็น “จุดเริ่มต้น” ของกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน เนื่องจากธรรมชาติของศิลปะที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานรื่นเริง และมักไม่มีผู้มีส่วนได้หลักหรือผู้มีส่วนเสียหลัก ดังนั้นกิจกรรมที่ใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็นสื่อกลางจึงมีแนวโน้มที่จะดึงดูดผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วมได้ในระดับสูงและกว้างขวางยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมช่วยสร้าง “แบรนด์” ให้แก่ย่านประวัติศาสตร์โดยใช้งบประมาณที่น้อยกว่าการพัฒนาด้านอื่นๆด้วย”

เมื่อมีหลักการนี้เป็นแนวคิดตั้งต้นแล้ว เทศกาล กะดีจีน-ศิลป์ในซอย ครั้งที่ 1 จึงริเริ่มขึ้นในต้นปี พ.ศ. 2553 และมีการจัดขึ้นอีก 3 ครั้ง จนครั้งสุดท้าย คือ ครั้งที่ 4 ได้จัดขึ้นในปี 2556 โดยในแต่ละครั้งมีธีมในการจัดแตกต่างกันไป จากการสำรวจแบบสอบถามและหารือกลุ่มย่อย พบว่าชาวชุมชนส่วนใหญ่มีความเห็นว่าการจัดงานเทศกาลกะดีจีน-ศิลป์ในซอย มีประโยชน์ต่อการฟื้นฟูย่านในประเด็นต่อไปนี้
- สร้างความตระหนักรู้และภาคภูมิใจในมรดกวัฒนธรรมของชาวชุมชน
- ปรับปรุงภาพลักษณ์และสร้างแบรนด์ให้กับย่าน ซึ่งส่งผลดีต่อการดึงดูดทรัพยากรตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมกลับเข้าสู่ย่าน
- สร้างโอกาสให้เกิดการร่วมมือระหว่างชุมชนต่างศาสนาและระหว่างสถาบันอันเป็นรากฐานของ ชุมชน ได้แก่ วัด-บ้าน-โรงเรียน ซึ่งเป็นการรื้อฟื้นความสัมพันธ์และสั่งสมทุนทางสังคม
- สร้างโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างองค์กรในชุมชนและนอกชุมชนซึ่งเป็นการสร้างเสริมศักยภาพของชุมชน
- กระตุ้นให้เกิดการหารือในประเด็นสาธารณะที่จะนำ ไปสู่การพัฒนาชุมชนในมิติอื่นๆ ทั้งกายภาพ เศรษฐกิจและสังคม

ฉะนั้น ในฐานะผู้หลงใหลการเดินชมย่านเก่า ต้องขอพูดว่า หากพิจารณากันด้วยจุดประสงค์ที่มุ่งมั่นให้เป็นการฟื้นฟูย่านเก่าอย่างสร้างสรรค์ ทั้งสองย่าน ล้วนอยู่ในขั้น “ความพยายาม” ที่รอคอยความสำเร็จ หากแต่เส้นทางที่ย่านซอยนานา เยาวราช เดินไป ดูจะหลงลืมลมหายใจของเจ้าของถิ่นฐานในย่านนั้นแต่ดั้งเดิมไปอย่างน่าเสียดาย
อ้างอิง : http://www.cuurp.org/B_resource/B_data/articles/2556_01.PDF











