คนไทยอาจจะไม่คุ้นชื่อองค์กรโกลบอล เนเจอร์ ฟันด์ (Global Nature Fund : GNF) จากกรุงบอนน์ เยอรมนี แต่หลายประเทศทั่วโลกรู้จักดี ในฐานะองค์กรไม่หวังผลกำไร และเคยพึ่งพาความชำนาญของ GNF ในการสร้างความสมดุลย์ระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์ธรรมชาติ มีประสบการณ์การบริหารจัดการเพื่อวางรากฐานการพัฒนา จนได้รับการยอมรับทั้งในเยอรมนีและประเทศต่างๆ มานานกว่า 20 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 120 ประเทศ
ในช่วงเวลาที่รัฐบาลไทยกำลังเร่งขับเคลื่อนประเทศด้วยนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยมีโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นหัวใจหลัก องค์ความรู้ของ GNF จะเป็นจิ๊กซอว์ช่วยเติมเต็มภาพใหญ่ของการพัฒนาของไทยให้สมบูรณ์ และก้าวกระโดดสู่เป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น
องค์กรเอกชนด้านการพัฒนาสังคม “ฟอรั่ม 21” จึงประสานความร่วมมือกับ GNF และได้ลงนามความร่วมมือร่วมกัน ระหว่างนายอภิชาต ทองอยู่ เลขาธิการฯ และนายวีรพงษ์ มาลัย รองประธานฟอรั่ม 21 กับนางแมเลี่ยน แฮมเมอร์ ประธาน และนายสเตฟาน ฮอร์มาน ผู้แทน GNF จากสำนักงานใหญ่กรุงบอนน์ เยอรมนี
โดยมีผู้แทนจากองค์กรสหประชาชาติฝ่ายไทย นายมีชัย ออสุวรรณ และผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์กรมหาชน) หรือ BEDO นายสุวีร์ งานดี และผู้แทนปลัดท้องถิ่นจาก 3 จังหวัดภาคตะวันออก ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ร่วมเป็นสักขีพยาน

การลงนามความร่วมมือระหว่างสององค์กร เพื่อวางรากฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลการเพื่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจไทยสู่โลกยุค 4.0 รวมทั้งจะมีการสนับสนุนทุนและงบประมาณเพื่อการวิจัยและปฏิบัติการในทุกระดับ เป้าหมายคือการพัฒนาที่ยั่งยืนตามกฎบัตรสหประชาชาติและการพัฒนาในหลายประเทศ โดยมุ่งเน้นใน 3 มิติที่สำคัญคือ
1.การพัฒนาด้านเกษตรกรรม
2.การพัฒนากลุ่มธุรกิจ SMEs
3.การพัฒนาเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกิดความเท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21

นางแมเลี่ยน ชี้ว่าผู้คนจำนวนหนึ่งยังคงหวาดกลัวผลกระทบจากการพัฒนา ทั้งผลาญทรัพยากรและการเกิดมลพิษด้านต่างๆ แต่การพัฒนาในศตวรรษที่ 21 แตกต่างจากในอดีต เพราะสามารถจะพัฒนาประเทศควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งเป็นแนวทางที่ GNF มีความเชี่ยวชาญ สอดคล้องกับแผนพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย ด้วยเทคโนโลยียุค 4.0
หลักการพัฒนาควบคู่การอนุรักษ์ไม่ใช่แค่การพูดลอยๆ แต่ทำได้จริง ซึ่ง GNF ทำให้เห็นมาแล้วในหลายประเทศ สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวชี้วัดทางวิทยาศาสตร์ว่าการเติมโตทางธุรกิจและระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ มีส่วนเกื้อหนุนต่อกัน และพร้อมจะนำองค์ความรู้ทั้งหมดมาถ่ายทอด แลกเปลี่ยน และทำวิจัย เพื่อร่วมพัฒนาประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออก
ประธาน GNF ยกตัวอย่างแม่น้ำโผหยาง (Poyang Lake) ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของจีน ในมณฑลเจียงซี มีระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ มีนกนานาพันธุ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง แต่ขณะเดีวกัน ชุมชนรอบทะเลสาบก็มีขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ความเจริญเริ่มรุกคืบเข้ามา ทำให้ทางการเริ่มตระหนักและประสานให้ GNF เข้าไปศึกษาเพื่อวางระบบสร้างความสมดุลย์
ไม่ต่างกับพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย ที่มีความหลากหลายทั้งภาคอุตสาหกรรม การเกษตร ธุรกิจท่องเที่ยว ประมง แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ การจะพัฒนาตามโมเดลของ GNF คือการรักษาต้นทุนทางธรรมชาติ (National Capital) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในวงจรการพัฒนา เช่น ถ้าหากขยายธุรกิจโรงแรม แต่ปล่อยให้แห่งท่องเที่ยวถูกทำลาย นักท่องเที่ยวที่ไหนจะเดินทางมา เป็นหลักการพื้นที่ต้องทำความเข้าใจ
และที่น่าตกใจคือ พบว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมในบางพื้นที่เกิดจากน้ำมือคนท้องถิ่น มากกว่าจากการพัฒนา เช่น ชาวประมงพื้นบ้านทำประมงโดยไม่อนุรักษ์แนวปะการัง ระบบนิเวศน์ขาดความสมดุลย์ ส่งผลให้ปลามีน้อยลง ปลาก็หาไม่ได้ นักท่องเที่ยวก็ไม่เดินทางมา เพราะไม่มีแนวปะการังให้ดู ดังนั้นจะต้องแก้ที่ต้นเหตุให้ถูกจุด

ขณะที่นายสเตฟาน ผู้แทน GNF จากเยอรมนี กล่าวว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะต้องตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ มีบทเรียนจากการทำลายล้างสิ่งแวดล้อมให้เห็นมาแล้วในหลายประเทศของยุโรป แล้วต้องมาทุ่มงบประมาณเพื่อฟื้นฟูในภายหลัง เราจึงนำประสบการณ์ทั้งหมดมาเป็นใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ซ้ำรอยอดีต ซึ่งการร่วมมือครั้งนี้ มีความหมายอย่างยิ่งต่อไทยและเยอรมนีในการร่วนกันพัฒนาเพื่ออนาคต

นายอภิชาต ระบุว่าฟอรั่ม 21 จะตั้งมูลนิธิสถาบันประเทศไทยศตวรรษที่ 21 เพื่อพัฒนาภาคเกษตรกรรม กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก และสร้างความรู้ความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคมเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
และในฐานะที่ปรึกษาเลขาธิการ EEC นายอภิชาต มั่นใจว่าการลงนาม MOU ร่วมกับ GNF ในครั้งนี้ จะเปิดประโยชน์กับไทยอย่างมาก และเป็นโอกาสสำคัญที่จะร่วมกันเปลี่ยนผ่านสู่ยุค 4.0 โดยเฉพาะไทยมีความได้เปรียบกว่าประเทศอื่นในด้านภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมรองรับการเชื่อมต่อเส้นทางสายไหมใหม่ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน (One Belt One Road) เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่กำลังเร่งเดินหน้า โดยมีโครงการ EEC เป็นหัวใจหลัก
การได้องค์กรระดับโลกอย่าง GNF เข้ามาร่วมมือ จะช่วยเติมเต็มให้กับแผนพัฒนาภาคตะวันออก โดยเฉพาะการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ ที่ยังหวาดกลัวผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากในอดีต











