เมื่อเป้าหมายการเตรียมความพร้อมประชากรโลกในปี 2030 ของ The Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) คือการส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกมีความเป็นอยู่ที่ดี มีเศรษฐกิจมั่นคงและปลอดภัย ดังนั้น ประชากรทุกเพศทุกวัยจึงจำเป็นต้องรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล ยิ่งเป็นเยาวชนด้วยแล้วทักษะนี้ถือได้ว่าสำคัญที่สุดในการสร้าง พลเมืองคุณภาพสำหรับโลกดิจิทัลในอนาคต


ด้วยตระหนักในความจำเป็นเร่งด่วนนี้ จึงมีการจัดงานแถลงข่าวขึ้นในหัวข้อ “Meeting the Challenges of Digital Citizenship” เพื่อแถลงถึงผลการศึกษาที่ทำขึ้นในประเทศไทยเรื่องพฤติกรรมเสี่ยงบนโลกออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในประเทศไทยเมื่อเทียบกับภาพรวมจาก 33 ประเทศทั่วโลก

ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้ในการสร้าง “อัจฉริยภาพทางดิจิทัล (Digital Intelligence: DQ)” ที่ประเทศต่างๆ ใช้เป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนในยุคโลกดิจิทัล สร้างเสริมให้ประเทศไทยพร้อมรับการเป็น Digital Citizenship ที่มีคุณภาพของโลก ตามเป้าหมายในปี 2030 ของ OECD

สาระสำคัญของการแถลงข่าวในครั้งนี้ เริ่มต้นจาก ดร.อภิชาต ทองอยู่ เลขาธิการ Forum 21st และที่ปรึกษาเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่เกริ่นว่า ขณะนี้มีความจำเป็นระดับโลกที่ต้องประกาศสงครามต่อภัยจากโลกออนไลน์ที่คุกคามประชากรโลกทุกเพศทุกวัย โดยอ้างถึง ถ้อยแถลงของ เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษ ที่ย้ำชัดถึงประเด็นนี้ว่า

“Internet เป็นสะพานสู่โลกธุรกิจดิจิทัลที่สร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศชาติ แต่อาจเป็นเครื่องมือนำไปใช้ก่อการร้ายข้ามชาติ หรือทำให้คนในชาติทะเลาะกัน หรือใช้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล-ทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งล่อลวงเยาวชนให้ตกเป็นเหยื่อของภัยบนโลกออนไลน์ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ รัฐบาลจึงต้องวางกรอบและจัดระเบียบการใช้ Internet ให้ชัดเพื่อให้ Internet เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและสร้างประโยชน์ต่อประชาชนในชาติ อังกฤษได้จัดตั้ง The Digital Charter ขึ้นทำหน้าที่นี้”


จุดเริ่มต้นของผลวิจัยช็อควงการศึกษา

จากนั้นจึงเริ่มนำมาสู่ที่มาของการศึกษาในครั้งนี้ เริ่มจาก เครือข่ายงานวิจัยระดับนานาชาติ สถาบันวิจัย DQ Institute ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ที่มีจุดประสงค์ก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการศึกษาวิจัย วิเคราะห์และกำหนดแนวทางการพัฒนาประชากรโลกให้พร้อมสู่การเป็น Digital Citizenship ที่มีคุณภาพ ด้วยเหตุนี้จึงสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนมากกว่า 100 องค์กร จาก 33 ประเทศ เพื่อทำการเก็บข้อมูลวิจัยเรื่องพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตและการเข้าใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของเด็กและเยาวชนกว่า 600,000 คนทั่วโลก

และในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็เป็นดีเดย์ที่ WEF Global Press release จะเผยแพร่ผลการศึกษาครั้งสำคัญนี้พร้อมกันทุกประเทศทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย Forum 21st เป็นหนึ่งในภาคีเครือข่ายของการศึกษาในครั้งนี้ โดยมี ผศ.ดร.มีชัย ออสุวรรณ นักวิจัย และ ผศ.ดร.วีระพงศ์ มาลัย รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานวัตกรรมและผู้ประกอบการสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นนักวิจัยผู้ริเริ่มโครงการนี้

ผศ.ดร.วีระพงศ์ ได้เล่าถึงที่มาของการเข้าร่วมในเครือข่ายวิจัยระดับโลกนี้ว่า

“ในเบื้องต้น เมื่อมีการประกาศว่าจะเกิดโครงการวิจัยเกี่ยวกับการสร้าง Digital Citizenship นั้น ไม่มีชื่อของประเทศไทยอยู่ในประเทศที่ร่วมเก็บข้อมูล ซึ่งเมื่อกลุ่มอาจารย์ และนักวิชาการในเครือข่าย Forum 21st ทราบ จึงรู้สึกถึงการเสียโอกาสของประเทศไทยเรา ที่จะพลาดการเข้าร่วมโครงการวิจัยระดับโลกที่สามารถนำผลการวิจัยมาปรับใช้ในการพัฒนาพลเมืองดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพของประเทศเราได้ ด้วยเหตุนี้ ผมและพันธมิตรนักวิชาการได้ปรึกษาหารือร่วมกับทาง Forum 21st และตกลงกันที่จะเสนอตัวเข้าร่วมเป็นผู้เก็บข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้ ซึ่งที่สุดแล้ว DQ Institute ก็ได้ตอบรับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้เก็บข้อมูลในครั้งนี้ด้วย”


เยาวชนไทยเสี่ยงต่อภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ เกินค่าเฉลี่ยระดับโลก

จากนั้น ผศ.ดร.วีระพงศ์ สรุปผลการศึกษาในภาพรวมทั่วโลกซึ่งพบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจไม่น้อย เพราะจากการสำรวจพบว่ากลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนอายุระหว่าง 8-12 ปี ทั่วโลก ในเยาวชน 100 คน มีถึง 56 คน หรือร้อยละ 56 ที่มีความเสี่ยงจากโลกออนไลน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

  1. เคยตกเป็นเหยื่อและถูกคุกคามออนไลน์ในปีที่ผ่านมา Cyber-Bullying
  2. เคย chat และออกไปพบคนแปลกหน้าในโลกความจริง หรือ Offline Meeting
  3. เสพติดการเล่นเกมออนไลน์ Video Game Addiction
  4. เคยมีส่วนร่วมในพฤติกรรมทางเพศในโลกออนไลน์ Online Sexual Behavior

พฤติกรรมเสี่ยงจากโลกออนไลน์ในกลุ่มเยาวชนเกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้เยาวชนมีโอกาสถูกขโมยข้อมูลส่วนบุคคล (Identify Theft) มากกว่าผู้ใหญ่ถึง 35 เท่า

ส่วนผลลัพธ์ที่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงที่กล่าวมานี้ ส่งผลทั้งต่อตัวเอง คนรอบข้าง ไปถึงสังคมและประเทศชาติ นั่นคือ ทำให้ผลการเรียนตกต่ำ สุขภาพกายใจไม่ดี มีพฤติกรรมแปลกแยก ชอบปลีกวิเวก ก้าวร้าวมากขึ้น เกิดปัญหากับเพื่อมากขึ้น และที่สุดแล้วจะส่งผลระยะยาวต่ออนาคตของเยาวชนคนนั้น คือ มีความพร้อมในการประกอบสัมมาอาชีพที่ต่ำกว่าเกณฑ์ และเป็นทรัพยากรบุคคลที่ด้อยคุณภาพของประเทศชาติด้วย

สำหรับประเทศไทย พบว่าเยาวชนไทยมีความเสี่ยงต่อภัยคุกคามในโลกออนไลน์สูงกว่าค่าเฉลี่ย ประมาณร้อยละ 60 ขณะที่ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในโลก คือ ประเทศโอมาน เยาวชนมีความเสี่ยงร้อยละ 70 และประเทศที่เยาวชนมีความเสี่ยงน้อยที่สุด คือ ประเทศญี่ปุ่น ร้อยละ 16 ดังนั้น เยาวชนประเทศไทย จึงนับว่า มีความเสี่ยงในเกณฑ์ที่สูงมากทีเดียว


เด็กไทยยุคดิจิทัล IQ & EQ สูงไม่พอ ต้องมี DQ สูงด้วย

จากสถิติเหล่านี้เอง ที่ ผศ.ดร.มีชัย ได้นำเข้าสู่ทางออกของวิกฤตนี้ นั่นคือ การสร้าง อัจฉริยภาพทางดิจิทัล (Digital Intelligence Quotient : DQ) ซึ่งเป็นการวัดระดับความฉลาดทางดิจิทัลของมนุษย์ โดยดัชนี DQ นี้ สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาทุนมนุษย์ ที่ไม่ต่างกับเกณฑ์ชี้วัดอัจฉริยะภาพทางสมอง IQ Intelligence Quotient และเกณฑ์ชี้วัดความฉลาดทางอารมณ์ EQ Emotional Quotient เลย

ด้วยเหตุนี้ การศึกษาวิเคราะห์และประเมินผลค่าดัชนี DQ จึงทำให้ทุกคนสามารถเข้าใจพฤติกรรมการใช้สื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัลของประชากรในช่วงวัยต่างๆ เป็นเครื่องมือให้ครู ผู้บริหาร โรงเรียน สถานศึกษา สร้างองค์ความรู้ที่เหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประชาชนและเยาวชนของชาติรู้เท่าทันการใช้สื่อสารสนเทศ สื่อดิจิทัล อย่างชาญฉลาด และใช้ไปในทางที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมให้มากที่สุด

โดย ผศ.ดร.มีชัย ได้ย้ำว่า การสร้าง Digital Economy ต้องการ Digital Citizenship หรือพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ เพื่อมาขับเคลื่อนภารกิจนี้ให้เดินทางไปยังจุดหมาย ซึ่งทักษะที่เราต้องบ่มเพาะให้เกิดขึ้นในเยาวชนไทย หรือทักษะการเป็นพลเมืองดิจิทัล ก็มีทั้งหมด 8 ประการ นั่นคือ

  1. รู้จักการบริหารตัวตนบนโลกออนไลน์และโลกความเป็นจริง
  2. รู้จักการบริหารเวลาในการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในการเข้าสู่โลกไซเบอร์
  3. รู้จักรับมือเมื่อถูกกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์
  4. รู้จักป้องกันตัวเองจากภัยบนโลกไซเบอร์
  5. มีน้ำใจ มีมารยาทกับผู้อื่นในโลกไซเบอร์
  6. มีวิจารณญาณในการเสพสื่อออนไลน์
  7. รู้จักบริหารจัดการหลักฐานทางดิจิทัลหรือคอมพิวเตอร์
  8. รู้จักบริหารจัดการข้อมูลส่วนตัว

ที่สุดแล้ว เมื่อค้นพบแนวทางการสร้างเกราะป้องกันเยาวชนให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามในโลกออนไลน์แล้ว ทาง Forum 21st และนักวิจัยโครงการนี้ได้นำหลักเกณฑ์ชี้วัดทักษะการเป็นพลเมืองดิจิทัลไปทดสอบกับนักเรียนในโรงเรียนบางแห่งในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC ได้แก่ จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งผลการเก็บข้อมูลนี้จะได้นำไปเป็นข้อมูลการสร้างแนวทางการนำทักษะการเป็นพลเมืองดิจิทัลไปเผยแพร่ยังสถานศึกษาแห่งอื่นต่อไป