รัฐบาลโล่งอก สนช. ผ่านร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รมว.อุตสาหกรรม เตรียมเดินสายโรดโชว์มีนาคม ดึงนักลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เลขาธิการ EEC เผยจะตั้งกองทุนพัฒนา EEC ในปีแรก 1,000 ล้าน เพื่อดูแล เยียวยา และให้ทุนการศึกษา แก่คนในพื้นที่

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่าการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รอเพียงขั้นตอนการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ถือเป็นหลักประกันสร้างความมั่นใจให้กับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่จะตัดสินใจเดินหน้าลงทุนในพื้นที่ EEC
รวมทั้งเป็นหลักประกันให้แก่ภาคประชาชนในพื้นที่ เพราะภายใต้ พ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดว่าต้องจัดตั้งกองทุนพัฒนา EEC เพื่อดูแลช่วยเหลือเยียวยาชุมชนในทุกด้าน รวมทั้งสนับสนุนการศึกษาเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนา
นายอุตตม ระบุว่าเมื่อ พ.ร.บ. EEC มีความชัดเจน จากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกเดินทางไปโรดโชว์ดึงนักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้ โดยจะโฟกัสไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายให้ชัดเจนและเข้มข้น ทั้งญี่ปุ่น จีน ยุโรป รวมถึงสหรัฐฯ
รวมทั้งเร่งรัดผลักดัน 5 โครงการโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อประกาศร่างประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้าง (TOR) ให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ เร่งให้เกิดการลงทุนจริงก่อนเดือนธันวาคม 2561 เพื่อเดินหน้าก่อสร้างตามแผนงาน

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบาย EEC ชี้ว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นกฎหมายฉบับแรกที่ออกมาเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้น 3 จังหวัดภาคตะวันออก คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ให้สามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและจะใช้เป็นตัวอย่างการพัฒนาไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในอนาคต สามารถออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเพิ่มเติมได้อีก
ส่วนการตั้งกองทุนภายใต้ พ.ร.บ.EEC ระยะแรกอาจเป็นเงินงบประมาณจากรัฐหรือรายได้จากค่าธรรมเนียมนักลงทุน ปีแรกคาดว่าจะเริ่มตั้งกองทุนด้วยงบประมาณ 1,000 ล้านบาท มุ่งดูแลผลกระทบและเยียวยาประชาชน รวมทั้งเป็นทุนการศึกษา
ร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ผ่านการพิจารณาของ สนช. ในวาระ 2 และวาระ 3 เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ มีทั้งหมด 71 มาตรา แก้ไข 49 มาตรา ตัดออก 2 มาตรา เพิ่มขึ้นใหม่ 5 มาตรา มีสาระสำคัญคือกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารจัดการ การพัฒนาพื้นที่เฉพาะ 3 จังหวัดภาคตะวันออก คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม ขนส่ง และการอำนวยความสะดวกต่างๆ
ร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อให้การใช้ที่ดินในภาคตะวันออกเป็นไปอย่างเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของ พื้นที่อย่างแท้จริง ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งของประเทศโดยรวม

โดยเฉพาะการส่งเสริมพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ทันสมัย สร้างนวัตกรรมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การจัดการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ ให้เกิดความต่อเนื่องและเชื่อมโยงกันทั้งในและนอกเขต พัฒนาเมืองให้มีความทันสมัยระดับนานาชาติ
ที่ประชุม สนช. ใช้เวลาพิจารณา 8 ชั่วโมง จึงลงมติรายมาตรา และลงมติในวาระ 2 จากนั้นที่ประชุม มีมติเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 170 เสียง งดออกเสียง 10 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง ผ่านร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
จากนี้ต้องรอ สนช. ส่งเรื่องกลับมายัง ครม. ภายใน 7 วัน เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อม ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

เมื่อ พ.ร.บ. EEC มีผลบังคับใช้ สิ่งแรกที่ต้องเร่งดำเนินการภายใน 60 วัน คือตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มีกรรมการ 28 คน ประกอบด้วย
– พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
– รองนายกฯ ที่นายกฯ มอบหมาย เป็นรองประธาน
– เลขาธิการสภาพัฒน์ เป็นเลขานุการ
– รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง 14 คน เป็นกรรมการ
– ตัวแทนภาคเอกชน 3 คน เป็นกรรมการ
– ข้าราชการประจำ 3 คน เป็นกรรมการ
– ผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 5 คน เป็นกรรมการ
จากนั้นภายใน 90 วัน จะต้องตั้งเลขาธิการ EEC และมีสำนักงาน EEC เป็นองค์กรถาวร
9-16 กุมภาพันธ์ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2033-8000 หรืออีเมล [email protected] และเว็บไซต์ www.eeco.or.th พร้อมจะตอบทุกคำถามเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และเผยแพร่ให้สาธารณะรับทราบ











