ความสำเร็จของแชโบล-โสมขาว คือสมการผลประโยชน์ร่วมระหว่างรัฐบาลเผด็จการกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่เมื่อ 30 ปีก่อน แต่น่าเป็นห่วงรัฐบาล คสช.กำลังจะเลียนแบบ ปั้นสูตรไทยนิยม ในยุคดิจิตอล ประเทศไทย 4.0


ภายใต้ความพยายามปั้นตัวแบบการพัฒนาฉบับ ”ไทยนิยม” เพื่อกลบฝังฉบับ “ประชานิยม” ตามสูตรการเมืองไทยแบบเดิมๆ จำเป็นต้องคิดค้นหาสูตรและกระบวนวิธีพัฒนาที่สอดคล้องต้องกับจริตจก้านของคนไทย

หาก ”ไทยนิยม” ที่ปลุกปั้นขึ้น ”ไม่ใช่-ไม่โดน” ก็จะไม่สามารถกลืน ”ประชานิยม” ได้ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังจะก่อเกิดแรงกระเพื่อม สร้างความสั่นคลอนแก่เสถียรภาพทางการเมืองให้ชุลมุนวุ่นวายเอาได้อีก

ส่องสำรวจเจาะลึกลงไปถึงแก่นแกนการพัฒนาฉบับ “ไทยนิยม” ดูจะมากไปด้วยความอึมครึม เหมือนท้องฟ้าเหนือกรุงเทพมหานครที่ปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันยังไงยังงั้น

อย่างไรก็ดี เจตนาของการพัฒนาฉบับ “ไทยนิยม” เหมือนจะมุ่งมั่นพัฒนาเศรษฐกิจ ให้เติบโตบนฐานการส่งออกเป็นสำคัญ ด้วยการให้การสนับสนุนส่งเสริมขีดความสามารถแข่งขันของผลิตภัณฑ์ในตลาดโลก ควบคู่กับการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างรวย-จน ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาชั่วนาตาปี

หากเราติดตามการปฎิบัติของทีมงานเศรษฐกิจ รัฐบาล คสช จะพบว่าให้ความสนใจกับบรรษัทขนาดใหญ่ในการดำเนินการหรือเป็นตัวกลางขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจไปต่างประเทศและผ่านไปสู่ประชาชน ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา

ความจริงที่เป็นอยู่จริงในระบบเศรษฐกิจไทย ผู้เล่นหลักทางเศรษฐกิจ หนีไม่พ้นกลุ่มทุนอุตสาหกรรมที่มีไม่กี่ตระกูล คล้ายกับแชโบลของเกาหลีใต้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

การถอดแบบของแชโบลมาใช้ในสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศนั้นมีเหตุผลที่ยืนยันในข้อที่ตอบคำถามเรื่องการเมืองคือ รัฐจะเสนอแบบการจัดการบริหารแบบคำสั่งมากยิ่งขึ้น โดยที่การเมืองต่อไปนั้นน่าจะเป็นพรรคเดียวมากกว่าเพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของรัฐเป็นสำคัญ

เกาหลีใต้นำรูปแบบนี้มาใช้ในเงื่อนไขที่ฐานะทางเศรษฐกิจของตนเองขาดแคลนทุกอย่างและได้รับการสนับสนุนด้านความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาเพื่อที่จะชนะเชิงอุดมการณ์ต่อรัฐบาลเปียงยาง ของเกาหลีเหนือ คือฐานะความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ที่น่าสนใจคืออดีตผู้นำเกาหลีมีอำนาจออกคำสั่งให้แชโบลทำงานตามแผนงานของรัฐ โดยที่รัฐให้ความอุปถัมภ์ค้ำจุนอย่างเต็มที่

รัฐบาลเผด็จการในเวลานั้น ไม่เพียงแต่รักษาการเติบโตไว้ได้ แต่ยังรวมการสร้างและกระตุ้นการพัฒนากลุ่มบริษัทๆ เพิ่มความมั่งคั่งของตนเองผ่านความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเผด็จการทหารและความสัมพันธ์ภายในกลุ่มที่สร้างขึ้นบนหลักการที่ไม่ใช่ตลาด โดยขนาดของแชโบล กดดันการแข่งขันต่อคู่แข่งรายย่อยที่อยู่ในตลาดภายในประเทศ 

ความสำเร็จของการรวมตัวกันของเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ หรือแชโบล มากกว่า 50 กลุ่มบริษัท ในช่วงทศวรรษที่ 80-90 ที่ผ่านมา มาจากการพัฒนาการผลิตของกลุ่มบริษัทใหญ่ๆ ที่ไม่ได้มุ่งไปสู่การทำกำไรระยะสั้น แต่มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายในการรักษาและเสริมสร้างตำแหน่งของตนในตลาด ซึ่งเคลื่อนย้ายจากภาคการผลิตหนึ่งไปสู่ภาคการผลิตที่มีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น มีบทบาทสำคัญในกระบวนการของการพัฒนาอุตสาหกรรมและการรวมตัวของเกาหลีเข้าสู่เศรษฐกิจโลก เนื่องจากแนวการส่งออกของแชโบลแข่งขันเพื่อให้สามารถแข่งขันและรักษาตำแหน่งอย่างมั่นคงในตลาดต่างประเทศ

โครงสร้างทางการเงินของกลุ่มเหล่านี้ช่วยให้พวกเขาสามารถรับเงินอย่างรวดเร็วและดึงเงินจำนวนมหาศาลสู่บริษัท ที่มีส่วนช่วยให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะตลาดได้อย่างรวดเร็วและนำเทคโนโลยีล่าสุดเข้าสู่การผลิตได้อย่างรวดเร็วและกลายเป็นมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจโลกที่น่าตื่นตะลึง

สาระสำคัญตรงนี้คือแชโบลสามารถอยู่ได้ก็ต่อเมื่อเป็นสถานการณ์ที่ตลาดโลกไม่สามารถตอบสนองต่อคลื่นอุปสงค์มหึมาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้แชโบลสามารถหลีกเลี่ยงคู่แข่งได้

คำถามคือเศรษฐกิจวันนี้ สถานการณ์ในตลาดโลกยังเป็นแบบนี้อยู่อีกหรือไม่ คำตอบไม่ใช่ แต่หากเอามาปรับใช้เพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิตรายย่อยเข้าสู่การผลิตสมัยใหม่ ในบางภาคการผลิตก็สามารถทำได้ในตลาดที่เรามีความได้เปรียบ โดยการแบ่งงานกันทำกับประเทศเพื่อนบ้านหรือกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจนั้น

โจทย์ใหญ่ที่คสช.ต้องขบให้แตก ต้องคิดให้ทะลุ คือระบุภาคการผลิตที่ชัดเจนและที่สำคัญการสร้างความเชื่อมั่นในการกระจายห่วงโซ่มูลค่าระหว่างผู้เล่นด้วยกันในภาคการผลิต ซึ่งพินิจพิจารณาดูแล้วน่าจะต้องใช้เวลาอีกนาน และใช้ความพยายามอีกมหาศาล


เรื่อง : ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย // เรียบเรียง : ตะวันฉาย