Thursday, August 6, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.45/61

BOI หนุนผู้ประกอบการ

ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการยกระดับความสามารถด้านดิจิทัลเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ลดผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงาน และค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับสูงขึ้นทั่วประเทศ ด้วยการเพิ่มมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตในกิจการต่างๆ ครอบคลุมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากโครงการที่ดำเนินการอยู่เดิมเป็นเวลา 3 ปี วงเงิน 50% ของมูลค่าเงินลงทุน ไม่นับรวมค่าที่ดินและเงินทุนหมุนเวียน

และส่งเสริมการปรับปรุงมาตรการเพื่อความสามารถในการแข่งขัน กิจการใดที่พัฒนาทักษะหรือฝึกอบรมด้านดิจิทัล เช่น ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ชั้นสูง จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 200% ของเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้อง

ภาพจาก www.thaigov.go.th

อุตฯเร่งปั้น SMEs เกษตรแปรรูป

ตั้งเป้าอบรม 2,500 กลุ่ม ใน 4 ปี

ภาพจาก www.technologychaoban.com

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมเดินหน้าโครงการปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทย หรือ SMEs เกษตรตามแนวทางประชารัฐ ระยะที่ 2 ปี2561 ตั้งเป้าดึงเกษตรกรเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่าระยะที่ 1 ที่มีเข้าร่วม 600 กลุ่ม คาดว่าภายใน 4 ปี จะดึงเกษตรกรเข้าร่วมโครงการได้ครบทั้งหมด 2,500 กลุ่ม

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจะติดตามการดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยมีกิจกรรมทั้งสิ้น 3 กิจกรรม คือ อบรมบ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการ การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบการเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น และสนับสนุนให้จัดตั้งหน่วยผลิตอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปต้นแบบในพื้นที่ พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนตามแนวทางประชารัฐ

ธ.ก.ส. หวานรับวาเลนไทน์

“ชำระดีมีคืน” ดอกเบี้ย 30%

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ใช้โอกาสวันวาเลนไทน์ มอบของขวัญแก่เกษตรกรผ่านโครงการ “ชำระดีมีคืน” เพื่อแบ่งเบาภาระแก่เกษตรกรรายย่อยที่มีหนี้สินไม่เกิน 300,000 บาท ภายในเดือนพฤศจิกายน ปี 2560 จำนวน 2,300,000 ราย หากเป็นลูกค้าที่ดี ชำระหนี้ตรงเวลา ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2561 ธ.ก.ส.จะคืนดอกเบี้ย 30% โดยจะโอนเข้าบัญชี ส่งผลให้เกษตรกรเหลือดอกเบี้ยประมาณ 4.9% คาดว่าตลอดโครงการจะมียอดคืนดอกเบี้ยให้เกษตรกรประมาณ 4,620 ล้านบาท

NFI สร้างมาตรฐาน “รสไทยแท้” 9 เมนู

ยกระดับอุตฯอาหารไทย

ภาพจาก www.nfi.or.th

สถาบันอาหาร (National Food Institute : NFI) กำหนดเกณฑ์มาตรฐาน “รสไทยแท้” 9 เมนู แบ่งเป็นอาหารคาว 7 เมนู คือ ทอดมันปลา ฉู่ฉี่กุ้ง กุ้งซอสมะขาม ห่อหมกทะเล แกงเผ็ดเป็ดย่าง ยำวุ้นเส้นทะเล และแกงกะหรี่ไก่ กับอาหารหวาน 2 เมนู คือ บัวลอย และข้าวเหนียวสังขยา ซึ่งเป็นเมนูอาหารที่ได้รับความนิยมทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

อาหารไทยทั้ง 9 เมนู ผ่านการปรุงและทดสอบรสชาติจากผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียง วิเคราะห์รสชาติด้วยเครื่องมือตรวจวัดเพื่อประมวลค่าองค์ประกอบ ทั้งกลิ่น สีสัน และรสชาติ เพื่อกำหนดมาตรฐานอาหารไทย พร้อมทั้งจัดทำคู่มือ 2 ภาษา เพื่อประชาสัมพันธ์มาตรฐาน “รสไทยแท้” และจัดอบรมให้ความรู้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมประมาณ 1,000 ราย เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตอาหารไทยและคงเอกลักษณ์ “รสไทยแท้”

ดีเดย์ 1 เม.ย.

5 บริษัทน้ำดื่ม เลิกใช้แคปซีล

กรมควบคุมมลพิษจับมือบริษัทผลิตน้ำดื่ม 5 แห่ง นำร่องยกเลิกใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (แคปซีล) เริ่มตั้งแต่ 1 เมษายน เพื่อลดปัญหาขยะทั้งบนบกและในทะเล เนื่องจากพบว่าในไทยผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติก กว่า 4,400 ล้านขวดต่อปี ใช้แคปซีลกว่า 2,600 ล้านชิ้น รวมเป็นขยะปีละกว่า 520 ตัน ที่สำคัญคือคนจำนวนมากแกะแคปซีลจากฝาขวดแล้วไม่ทิ้งลงถังขยะ กลายเป็นเศษขยะเกลื่อนไปอุดตันท่อระบายน้ำ  และไทยยังถูกจัดอันดับติดกลุ่ม 1 ใน6 ประเทศ ที่ใช้พลาสติกฟุ่มเฟือยจนมีขยะพลาสติกล้นเมืองอันดับต้นๆ ของโลก

แอฟริกาใต้วิกฤต แล้งจัดขั้นภัยพิบัติ

ภาพจาก www.discoversouthafrica.theguardian.com

ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ประกาศวิกฤตการณ์ภัยพิบัติแห่งชาติจากภัยแล้ง หลังประเมินขอบเขตและระดับความรุนแรงภาวะแล้งจัดในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ เมืองเคปทาวน์ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่อันดับ 2 ของแอฟริกาใต้ ริมชายฝั่งภาคตะวันตก เผชิญสถานการณ์แล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี ปริมาณน้ำฝนในรอบ 3 ปีล่าสุด ต่ำกว่าปกติอย่างมาก ระดับน้ำในเขื่อนหลายแห่งลดต่ำกว่าขีดอันตราย

รัฐบาลต้องออกมาตรการควบคุมการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด กำหนดจุดแจกจ่ายน้ำกว่า 200 แห่งทั่วเมือง แก่ประชาชนคนละ 50 ลิตรต่อวัน และลดลงเหลือคนละ 25 ลิตรต่อคน ช่วยให้ปริมาณน้ำสำรองมีมากขึ้น ทำให้เมืองเคปทาวน์เลื่อนเส้นตายของวันที่น้ำจะหมดไปจากเมือง จากเดิม 16 เมษายน ไปเป็น 4 มิถุนายน

“ทรัมป์” เปิดศึกการค้า

พุ่งเป้า จีน-เกาหลีใต้

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่ากำลังพิจารณาทุกมาตรการที่เป็นไปได้เพื่อสกัดกั้นอลูมิเนียมและเหล็กกล้าจากจีน ทั้งการขึ้นภาษีและจำกัดโควต้านำเข้า โดยอ้างว่าเพื่อตอบโต้รัฐบาลจีนที่ใช้นโยบายอุดหนุนราคาและทุ่มตลาดมากจนเกินไป

แนวคิดดังกล่าวมีทั้งผู้ประกอบการในสหรัฐฯที่เห็นด้วย เพราะเป็นการปกป้องผลประโยชน์ แต่ก็มีเสียงเตือนว่าจะส่งผลให้ราคาปรับสูงขึ้น และคาดว่าจีนจะต้องมีมาตรการตอบโต้สหรัฐฯ เช่นกัน ซึ่งจะส่งผลกระทบไปยังสินค้าอื่นๆ

นายทรัมป์ยังพาดพึงถึงข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐฯกับเกาหลีใต้ ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2555 ว่าเป็นความหายนะที่จะต้องเร่งทบทวนหรือยกเลิกความร่วมมือดังกล่าว