เชื่อว่าน้อยคนจะทราบว่าประเทศไทยมีการทำรายงานสถานการณ์ผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลออกมาทุกปี เพื่อสรุปประเด็นสำคัญที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทะเลไทย โดยเฉพาะปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ ทั้งบนบกและในน้ำทะเล และในปี 2560 นี้ก็เช่นกัน ที่เมื่อเร็วๆ นี้ หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบดูแลผลประโยชน์แห่งชาติและความมั่นคงทางทะเล อย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ร่วมมือกัน ศึกษาวิจัยและเก็บข้อมูลสถานการณ์ทะเลไทยและประกาศเป็นรายงานออกมา ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้ทราบนั้น บอกได้เลยว่า ทะเลไทยกำลังตกอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงจริงๆ
โดยเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในงานแถลงข่าวเรื่อง สถานการณ์ทะเลไทย พ.ศ. 2560 : ผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลของ…(ใคร)…ไทย ? ได้เผยเรื่องจริงของสถานการณ์ปัญหาทะเลไทย ที่ทุกฝ่ายต่างมาช่วยกันระดมสมองเพื่อหาทางออกให้ตรงจุดและได้ผลที่สุด
ผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล มีอะไรบ้าง
ศาสตราจารย์ ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ นักวิจัยจากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายความหมายของคำว่า “ผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล” ไว้ว่า “คือผลประโยชน์ที่คนไทยทุกคน พึงได้รับจากทะเลหรือเกี่ยวเนื่องกับทะเลทั้งภายในและภายนอกน่านน้ำไทย โดยหมายรวมถึงพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเล เกาะ พื้นดินท้องทะเล หรืออากาศเหนือท้องทะเลด้วย นั่นคือ มูลค่าที่สามารถประเมินออกมาในรูปตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน”
หากอัพเดทข้อมูลล่าสุด ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ บอกกเล่าเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน (ปี 2561) ไทยมีพื้นที่ทางทะเลรวม 323,488.32 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็น 60% ของพื้นที่ทางบก ความยาวชายฝั่งทะเลเท่ากับ 3,151.13 กิโลเมตร
โดยประเทศไทยมีการใช้ประโยชน์จากทะเล 4 ภาคส่วน คือ 1.การพาณิชยนาวี 2.การประมง 3.การผลิตพลังงาน และ 4.การท่องเที่ยวจังหวัดชายทะเล ซึ่งมีข้อมูลระบุว่าปี 2559 มูลค่าการนำเข้าและส่งออกสินค้าทางทะเลอยู่ที่ 9.6 ล้านล้านบาท หรือปริมาณ 209 ล้านตัน สินค้าส่วนใหญ่คือปิโตรเลียม
ด้านธุรกิจอู่ต่อ อู่ซ่อมบำรุงเรือ รายได้มีแนวโน้มลดลงเหลือ 12.2 พันล้านบาทในปี 2560 ขณะที่ด้านประมงในปี 2555 – 2558 ไทยมีปริมาณและมูลค่าการส่งออกอาหารทะเลค่อยๆลดลงเรื่อยๆ ด้านการท่องเที่ยว ไทยมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวทะเล 94 ล้านคน จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด 265 ล้านคน มีรายได้ 1 ล้านล้านบาท จากรายได้การท่องเที่ยวทั้งหมด 21. ล้านล้านบาท

สุขภาพทะเลไทยเข้าขั้นโคม่า
มาถึงช่วงเวลาของการเผยข้อเท็จจริงที่น่าเป็นห่วงของ ทะเลไทย ที่ ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ ค่อยๆกล่าวรายงานทีละประเด็น เริ่มจาก
สัตว์น้ำที่จับได้ค่อยๆมีสถิติลดลงเรื่อยๆ โดยในปี 2558 มีดัชนีชี้วัดความเสื่อมคุณภาพของทะเล พบการเกยตื้นของสัตว์ทะเลหายากอย่างเต่าทะเล โลมา พะยูนและวาฬ รวม 345 ครั้ง ส่วนปะการังในประเทศไทยปัจจุบัน เหลือปะการังที่มีสภาพสมบูรณ์จัดอยู่ในระดับดีถึงดีมากเพียง 5.7 % จากจำนวนปะการังทั้งหมด ด้านคุณภาพน้ำทะเลกรมควบคุมมลพิษระบุว่ามีความเสื่อมโทรมมากที่สุดคือ บริเวณอ่าวไทยรูปตัว “ก”
ด้านปัญหาขยะทะเลพบว่า ขยะชายหาดส่วนใหญ่เป็นพลาสติกจำพวกถุง หลอด ขวด ฝาจุก ภาชนะบรรจุอาหาร คิดเป็น 49% ของขยะที่พบทั้งหมด
ขณะที่ ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังรายงานว่า ไทยกำลังประสบปัญหาสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่ง โดยความยาวของชายฝั่งที่มีการกัดเซาะกินระยะทาง 145.73 กิโลเมตร/ชั่วโมง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 4.63 จากความยาวชายฝั่งทั้งหมด โดยสาเหตุสำคัญของการกัดเซาะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง และการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะที่ไม่เหมาะสมจนก่อให้เกิดการกัดเซาะเพิ่ม
นอกจากนั้น ตอนนี้ทะเลไทยกำลังเผชิญกับปัญหาของประเทศที่กำลังพัฒนาและขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โดย ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ เปิดเผยข้อเท็จจริงที่หลายฝ่ายคาดไม่ถึงว่า ในปี 2561 ประเทศไทยมีสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียมในทะเลอยู่ 452 แท่น การรื้อถอนแท่นที่มีอยู่เมื่อหมดอายุการใช้งานเป็นอีกความท้าทายด้านทะเลของประเทศที่น่าจับตามอง ทั้งในประเด็นสัมปทานการรื้ออน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นก่อนและหลังทำการรื้อถอนด้วย

เปิดทางเลือกทางรอด ช่วยชีวิตทะเลไทย
ในส่วนของปัญหาขยะทะเลนี้ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรคือสาเหตุหลักที่มีการใช้ประโยชน์จากทะเลมากขึ้น ควรมีการบริหารจัดการตั้งแต่ขยะบนบก ที่เชื่อมต่อการทำงานกับการบริหารจัดการขยะชายหาดและขยะในทะเล โดยมาตรการที่มีการดำเนินการไปแล้วคือการติดตั้งที่ทิ้งบุหรี่บริเวณชายหาดต่างๆ ของประเทศ แต่ก็ถือว่าเป็นเพียงจุดเล็กๆของการแก้ปัญหาขยะทะเลที่กำลังประสบอยู่
ส่วนปัญหาปะการังที่มีจำนวนลดลง ผศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน นักวิจัยจากสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทยและมหาวิทยาลัยรามคำแหง อธิบายทางรอดของวิกฤตการณ์นี้ว่า
“ปัจจุบัน ไทยมีพื้นที่แนวปะการังกินบริเวณ 153 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 36,450 ล้านบาท/ปี โดยมีมูลค่าด้านการท่องเที่ยวคิดเป็นเงิน 84,357 ล้านบาทต่อปี ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีแนวทางด้านการจัดการการท่องเที่ยว แนวทางการจัดการน้ำเสีย แนวทางการจัดการเพื่อลดปริมาณตะกอนลงสู่ทะเล และแนวทางการจัดการประมงที่ส่งผลกระทบต่อแนวปะการัง เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น”
ที่สุดแล้ว นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีอย่างยิ่ง ที่ในโอกาสงานแถลงข่าวครั้งนี้ มีการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาและขับเคลื่อนงานวิจัย “ผลประโยชน์แห่งชาติและความมั่นคงทางทะเล” ระหว่าง 3 หน่วยงาน คือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อสร้างความร่วมมือการทำงานวิจัยอันนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทางทะเลของประเทศให้ตรงจุดและเกิดประสิทธิผลมากที่สุด










