เป็นข่าวกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในช่วงต้นปีเรื่องสถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่หรืิอ ในระดับโลก ที่พอสรุปได้ว่า ไข้หวัดใหญ่ 2018 นั้นจะระบาดรุนแรงกว่าที่คาดคิดกัน และล่าสุด สำนักงานควบคุมและป้องกันโรค ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ CDC (the US Centers for Disease Control and Prevention) ได้ออกมาประกาศข้อค้นพบว่า การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในปีนี้จะมีผลสามารถป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ทั้งสายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B ได้เฉลี่ยเพียง 36 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น โดย อเล็กซ์ อซาร์ เลขาธิการฝ่ายสุขภาพและบริการ ของ CDC อธิบายเพิ่มเติมว่า


“การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในปีนี้ เปรียบไปก็เหมือนการนั่งรถและคุณใส่เข็มขัดนิรภัย คือวัคซีนสามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณจะไม่มีโอกาสติดไข้หวัดใหญ่เลย การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แค่ป้องกันคุณจากอาการรุนแรงของไข้หวัดใหญ่ไม่ทำให้คุณต้องล้มหมอนนอนเสื่อหรือเข้าโรงพยาบาลเท่านั้น”

แต่อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ ดร.เจอร์โรม อดัมส์ ก็ยังยืนยันว่า ผู้ปกครองควรพาลูกหลานไปฉีดวัคซีน เพราะการฉีดวัคซีนก็ยังเป็นวิธีป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีและปลอดภัยที่สุด เพราะในปีที่ผ่านมาจากผลสำรวจปรากฎว่ามีเด็กที่เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ถึง 63 คนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

ขณะที่ คำอธิบายเพิ่มเติมว่าทำไมวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่นั้นถึงมีผลป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในปีนี้ในอัตราที่ค่อนข้างน้อย นั่นคือ สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสก่อไข้หวัดใหญ่นั้นเปลี่ยนแปลงไป โดย 2 ใน 3 ของโรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในปีนี้เป็นเชื้อไข้หวัด H3N2 สายพันธุ์ A ที่ ดร.แอน ซูแชท ยืนยันว่าไวรัสสายพันธุ์นี้ทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการแย่ลงกว่าที่ผ่านมา แต่จากการทดสอบทางการแพทย์ก็ยืนยันว่า แม้โดยรวมวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จะมีผลป้องกันในบุคคลทั่วไปเพียงแค่ 36 เปอร์เซ็นต์ ทว่า ผลของการฉีดวัคซีนในเด็กกลับพบว่าสามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ถึง 51 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าที่วงการแพทย์คาดการณ์ไว้ไม่น้อย

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:H1N1_influenza_virus.jpg

ส่วนไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A H1N1 ทาง CDC ยังยืนยันว่า การฉีดวัคซีนสามารถป้องกันไวรัสสายพันธุ์นี้ได้สูงถึง 67 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สามารถป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B ได้ 42 เปอร์เซ็นต์

ด้าน ดร.มิเชล บาร์รอน แพทย์ผู้บริหารหน่วยป้องกันและควบคุมการระบาทของโรคติดต่อ โรงพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโด อธิบายเพิ่มเติมถึงประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ว่า โดยปกติแล้วคนที่มีอายุน้อยกว่าหรือในกลุ่มเด็กจะตอบสนองต่อวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดเข้าไปได้ดีกว่าคนที่มีอายุมากอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้สำหรับฉีดให้คนในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งจะตอบสนองและสร้างภูมิต้านทางป้องกันไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มคนวัยผู้ใหญ่ได้มากกว่า


มาถึงตอนนี้ ได้ข้อสรุปแล้วว่า ถึงแม้การฉีดวัคซีนจะป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่คาดว่าจะระบาดตลอดปี 2018 ได้เพียง 36 เปอร์เซ็นต์ เพราะเชื้อไวรัสตัวร้ายสายพันธุ์ A H3N2 ที่ระบาดในปีนี้ทวีกำลังมากเหลือเกิน แพทย์ก็ยังยืนยันว่า คนทุกเพศทุกวัยควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ ด้วยหลัก 3 Cs คือ

• ล้างมือบ่อยๆ (Clean your hands frequently)

• ใช้มือหรือใส่หน้ากากอนามัยปิดปากเวลาไอ และตอนอยู่ในพื้นที่ชุมชนที่มีคนจำนวนมาก (Cover your cough and sneeze)

• กำจัดเชื้อโรคและจำกัดความเสี่ยงที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ตัวคุณ (Contain your germs)

นอกจากนั้น แพทย์ยังเน้นย้ำให้ควรหยุดงานและพักผ่อนอยู่บ้าน เมื่อรู้สึกว่าตัวเองป่วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสก่อโรคไปยังผู้อื่นด้วย


บทความที่เกี่ยวข้อง

แพทย์ไทยสร้างชื่อ ค้นพบวิธีรักษาโรคธาลัสซีเมียให้หายขาดด้วยการบำบัดยีนครั้งแรกของโลก

TDRI เผย 15 ปีข้างหน้า รายจ่ายสุขภาพคนไทยพุ่ง 1.8 ล้านล้านบาท…หายนะสุขภาพที่ประเทศต้องแบกรับ


ที่มา : https://edition.cnn.com/2018/02/15/health/flu-vaccine-effectiveness-cdc-feb-15/index.html

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here