หนึ่งในเมนูชุดแฮปปี้มีลยอดนิยมในใจเด็กๆ ทั่วโลกของแมคโดนัลด์ หนีไม่พ้นชีสเบอร์เกอร์ ที่จัดไว้คู่กับ ช็อคโกแลตเย็น ด้วยเหตุนี้เมนูนี้จึงเป็นหนึ่งในเซทเมนู “แฮปปี้มีล” ที่อยู่คู่กับร้านแมคโดนัลด์มาอย่างยาวนานเกือบ 40 ปี


ทว่า วันนี้ แมคโดนัลด์ ประกาศถอดเซทเมนูขวัญใจเด็กๆนี้ออกจากชุดแฮปปี้มีลแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากมีส่วนสร้างเสริมสุขภาพเด็กๆให้ลดอาหารที่มีแคลอรี่สูง โซเดียมสูง อุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัวและน้ำตาล เพื่อสุขภาพที่ดีของพวกเขา แต่อย่างไรก็ตาม หากเด็กคนไหนต้องการกินชีสเบอร์เกอร์จริงๆ พวกเขาจะต้องสั่งเป็นเมนูแยกเฉพาะออกมาแทน

โดยการถอดเซทเมนูนี้ออกจากชุดแฮปปี้มีลแมคโดนัลด์เชื่อว่าจะสามารถทำให้เด็กๆสั่งชุดชีสเบอร์เกอร์ที่มาคู่กับช็อกโกแลตเย็นน้อยลง อย่างที่แมคโดนัลด์เคยประสบความสำเร็จมาแล้วกับการตัดเมนูน้ำโซดาออกจากชุดแฮปปี้มีลเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งมีส่วนทำให้เด็กและผู้ปกครองตัดสินใจสั่งน้ำโซดาเพิ่มลดลงกว่า 14 เปอร์เซ็นต์

หากวิเคราะห์กลยุทธ์การตลาดเพื่อสังคมของแมคโดนัลด์ในครั้งนี้ หลายคนอาจมองว่า แมคโดนัลด์ทำเพื่อลบภาพการเป็นจำเลยสังคม ที่เป็นตัวการทำให้เด็กเสพติดการกินอาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งเป็นสาเหตุให้พวกเขาเป็นโรคอ้วนตั้งแต่วัยเด็ก แต่ถ้าประมวลการกระทำที่ผ่านมาซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในทำนองนี้ของแมคโดนัลด์ ก็มีมาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็น การลดไซส์ของเฟรนซ์ฟรายส์ในชุดแฮปปี้มีลลง แล้วเพิ่มผลไม้เข้าไปในเซทเมนู หรือปรับสูตรน้ำแอปเปิ้ลให้มีปริมาณน้ำตาลน้อยลง

ทั้งนี้ เมื่อแมคโดนัลด์ประกาศกลยุทธ์ล่าสุดนี้ออกมา ก็มีเสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการของประเทศสหรัฐอเมริกาต่อปรากฎการณ์นี้ไม่น้อย อย่าง มาร์โก วูแทน ประธานกรรมการศูนย์วิจัยโภชนาการของภาครัฐ ที่มองว่า ปรากฎการณ์นี้เป็นก้าวแรกของการทำสิ่งที่ถูกต้อง และสมควรยกย่องให้เป็นแบบอย่าง และคาดหวังว่าจะกระตุ้นให้ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดอีกหลายแห่งดำเนินรอยตามแมคโดนัลด์

แต่ความคิดเห็นจากผู้ปกครองที่พาเด็กมารับประทานอาหารในแมคโดนัลด์ ทรูดี มังก์ คุณแม่ลูกสามจากมลรัฐอิลินอย กลับคิดว่า เธอไม่แน่ใจว่าปรากฎการณ์นี้จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างที่แมคโดนัลด์วาดหวังไว้

“ฉันแค่รู้สึกว่า เมื่อใดที่คุณตัดสินใจมานนั่งกินอาหารในร้านแมคโดนัลด์แล้ว นั่นก็หมายความว่า คุณไม่ได้คาดหวังหรอกว่าจะมากินเมนูสุขภาพที่นี่ และฉันคิดว่าเมื่อลูกๆ รู้ว่าฉันจะพาพวกเขามากินอาหารที่แมคโดนัลด์ สิ่งที่เขาอยากกินนั่นคือ เฟรนซ์ฟรายส์และชีสเบอร์เกอร์ ซึ่งฉันก็คงไม่ไปขัดและปล่อยให้พวกเขาสั่งเมนูที่เขาอยากกินอยู่ดีนะ”

แต่ไม่ว่าเสียงสะท้อนจากผู้ที่เกี่ยวข้องในภารกิจนี้จะออกมายังไง แมคโดนัลด์ก็ยังประกาศเดินหน้าให้ร้านแมคโดนัลด์ทุกสาขาในประเทศสหรัฐอเมริกา ดำเนินกลยุทธ์การจำหน่ายอาหารในร้านตามความตั้งใจดีนี้ โดยจะกำหนดให้เซทเมนูในชุดแฮปปี้มีล มีปริมาณแคลอรี่ไม่เกิน 600 แคลอรี่ หรือน้อยกว่า ขณะที่ปริมาณโซเดียมต้องน้อยกว่า 650 มิลิแกรม และลดปริมาณไขมันอิ่มตัวและน้ำตาลให้ได้ 10 เปอร์เซ็นต์จากชุดแฮปปี้มีลเดิมด้วย

ส่วนเซทเมนูในชุดแฮปปี้มีลอย่างนักเก็ต 6 ชิ้น ที่มาคู่กับเฟรนซ์ฟรายส์เล็ก นั้น ทางร้านก็จะลดไซส์เฟรนซ์ฟรายส์ให้เล็กลงอีกเป็นไซส์คุณหนู เพื่อลดปริมาณแคลอรี่ที่ได้จากแฮปปี้มีลชุดนี้ไปอีก และยังเพิ่มทางเลือกให้น้องๆสามารถเปลี่ยนเครื่องดื่ม จาก นม ช็อคโกแลตเย็น น้ำแอปเปิ้ล ให้เป็นน้ำเปล่าได้ แต่ก็ต้องเพิ่มเงิน เพราะน้ำเปล่ามีมูลค่าแพงกว่าเครื่องดื่มในชุดแฮปปี้มีลที่กล่าวมา

และไม่ใช่แค่ร้านแมคโดนัลด์ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่จะดำเนินนโยบายนี้ ในส่วนของร้านแมคโดนัลด์ทั่วโลก กลุ่มแมคโดนัลด์คอร์ป ที่ดูแลร้านแมคโดนัลด์ทั่วโลก ยังสั่งการให้ทีมงานโภชนาการของแต่ละประเทศหมั่นทบทวนว่า เซทเมนูในชุดแฮปปี้มีลนั้นมีปริมาณสารอาหารที่ดีถูกต้องตามหลักโภชนาการสำหรับเด็กหรือไม่ หากมีสารอาหารเช่น ไขมันอิ่มตัว ปริมาณแคลอรี่ น้ำตาล โซเดียมสูง ก็ต้องรีบปรับลด ซึ่งมาตรการนี้ได้นำไปปรับใช้แล้วในร้านแมคโดนัลด์ประเทศอิตาลี ที่ปรับเพิ่มเมนูแซนวิชไก่ย่างที่มีปริมาณแคลอรี่และไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าเข้าไปเป็นเซทเมนูใหม่ในชุดแฮปปี้มีลแล้ว

ถึงตอนนี้ ต้องยอมรับว่า เมื่อได้รับรู้กลยุทธ์ล่าสุดของแมคโดนัลด์ อดคิดไปไม่ได้ว่า นี่เป็นแค่มาตรการหนึ่งที่ช่วยทำให้ฟาสฟู้ดชื่อก้องโลกหลุดพ้นจากภาพของธุรกิจจำหน่ายอาหารขยะ ที่ทำลายสุขภาพเด็กทั่วโลกหรือเปล่า ทว่าถึงแม้คำตอบจากแมคโดนัลด์คือใช่ แต่ปรากฎการณ์นี้ก็นับว่าได้แสดงถึงความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคม เป็นส่วนเล็กๆที่จะเสริมสร้างสุขภาพดีให้กับเด็กทั่วโลก แม้จะเพียงน้อยนิด ก็ถือว่าดีกว่าไม่ทำ จริงไหมล่ะ


ที่มา : https://www.apnews.com/778721967e70481cace388eea9e659b2/McDonald’s-moves-cheeseburgers-off-Happy-Meal-menu

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.48/61
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.49/61
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์