ผู้สืบสานตำนานผ้าไหมยกลายอยุธยา สายเลือดมลายู-ปัตตานี คนสุดท้ายของกรุงเก่า…คเณษ นพณัฐเมทินี


“ผมเป็นคน ทอผ้าขาย ไม่ใช่เป็นคน ขายผ้าทอ

ฟังดูเผินๆ คงอดงงไม่ได้ว่าผู้พูดต้องการสื่อถึงอะไร แล้วทั้ง 2 ความหมายมันไม่เหมือนกันตรงไหน

สิ่งที่ คเณษ นพณัฐเมทินี ต้องการสื่อสารเพื่อแนะนำตัวเองให้ได้รู้จักเบื้องต้น คือ เขาเป็นคนทอผ้า และที่สำคัญมากๆ คือผ้าที่เขาทอ เน้นเฉพาะผ้าไหม แล้วนำผ้าที่ทอไปขาย ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ใช่คนทอผ้าธรรมดาๆ แต่เป็นคนทอผ้าที่แตกฉานเรื่องราวของวัตถุดิบอย่างทะลุปรุโปร่ง ตั้งแต่ต้นน้ำ จรดปลายน้ำ…ไม่ใช่แค่คนรับผ้าทอมาแล้วนำไปขายเท่านั้น

คเณษ นพณัฐเมทินี คือทายาทผู้สืบสานตำนานผ้ายกอยุธยา สายเลือดมลายู-ปัตตานี คนสุดท้ายของกรุงเก่าหนึ่งเดียวที่มีเรื่องราวชีวิตที่น่าติดตามที่สุด


สืบสานต่อยอดภูมิปัญญาบรรพชน

ตั้งแต่ผมจำความได้ ภาพที่ปรากฎเด่นชัดในความทรงจำวัยเด็กของผม คือ ภาพของคนในครอบครัวที่ต่างทำหน้าที่ของตนเองเพื่อช่วยกิจการของครอบครัว นั่นคือ การทอผ้า โดยมีคุณยาย หรือที่คนมลายูเรียกว่า แก่ เป็นผู้ดูแลความเรียบร้อย”

แต่ตั้งแต่เด็กจนเติบโตมาในฐานะหลานชายของตระกูล เขาได้แต่ช่วยงานทุกอย่างตามที่ผู้ใหญ่สั่ง ไปเก็บใบหม่อน ให้อาหารไหม ช่วยสาวไหม ทว่า ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะได้นั่งบนกี่ทอผ้า หรือได้เรียนรู้เรื่องการทอผ้าอย่างจริงจัง เหตุเป็นเพราะกฎเกณฑ์ในครอบครัวที่กำหนดว่าจะถ่ายทอดวิชาการทอผ้าให้กับทายาทผู้หญิงเท่านั้น ส่วนทายาทผู้ชายต้องไปรับสืบทอดวิชาการทำทองโบราณจากทางฝั่งคุณตา

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว คเณษจึงไม่มีจิตใจปฏิพัทธ์ต่อการทอผ้าของครอบครัว และมุ่งมั่นศึกษาต่อในทางที่ตัวเขาชอบ นั่นคือวิชานิติศาสตร์

กระทั่งคุณยายหรือแก่ของเขาอายุได้ 90 ปี และเริ่มมองหาทายาทผู้หญิงที่จะมารับถ่ายทอดวิชาการทอผ้า ทว่า ทั้งพี่สาวและน้องสาวของคเณษ ต่างปฏิเสธที่จะรับสืบทอดการทอผ้าของครอบครัว เหตุผลเพราะต่างคนต่างมีครอบครัวต้องดูแล เกรงจะไม่มีเวลามาเรียนรู้และทุ่มเทให้กับการเรียนรู้วิชาการทอผ้าทั้งกระบวนการ ขณะที่ เมื่อมาถามตัวเขาและพี่ชาย พี่ชายก็ต่อรองกับคุณยายว่าขอเรียนรู้แค่การทอผ้าได้ไหม ไม่ขอเรียนรู้วิธีการเลี้ยงไหม ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบคือไม่ได้ เนื่องด้วยเหตุผลเด็ดขาดของคุณยายที่ว่า “เป็นเช่นนั้นไม่ได้ ภูมิปัญญาที่ฉันถ่ายทอดไปมันจะไม่เบ็ดเสร็จในคนๆ เดียวกัน แล้วแกจะไปถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ให้ลูกหลานต่อไปข้างหน้าได้อย่างไร”

ที่สุดแล้ว เขา จึงเป็นผู้ได้รับเลือกให้มาสืบทอดวิชาทอผ้ายกของครอบครัว ด้วยคำร้องขอจากคุณยายที่เขาเคารพรักสุดหัวใจที่ว่า “ทำให้แก่ได้ไหมลูก แก่จะได้นอนตายตาหลับ”


บทเรียน “ทอผ้า” คือ บทเรียนชีวิต

เมื่อต้องตกลงใจตอบรับเป็นผู้สืบทอดวิชาชีพของครอบครัว คเณษก็จำเป็นต้องหยุดเรียนต่อในวิชานิติศาสตร์ที่เขาชอบไปโดยดุษฎี ด้วยคำขอร้องของคุณยาย ที่อยากให้มาใช้เวลาเรียนรู้วิชาทอผ้ากับเธออย่างเต็มที่

เริ่มด้วยบทเรียนที่ยาก และไม่เหมือนครอบครัวทอผ้าอื่น นั่นคือครอบครัวนพณัฐเมทินีปลูกใบหม่อนและเลี้ยงไหมเอง และไม่ใช่สักแต่ปลูกใบหม่อนและเก็บไปให้ไหมกินเท่านั้น ทุกกระบวนการต้องทำอย่างดีที่สุด เพื่อให้ได้ใบหม่อนที่มีคุณภาพ รสชาติดี เพื่อนำไปเป็นอาหารให้ตัวไหมพึงพอใจจะได้ผลิตเส้นใยที่มีคุณภาพดีที่สุดออกมาด้วย


จะรู้ได้ยังไงว่าใบหม่อนรสชาติดี…ถึงขั้นต้องชิมด้วยตัวเองเลยรึเปล่า?

“ไม่..ไม่ถึงขั้นต้องชิมเองหรอก แต่ทั้งหมดมาจากองค์ความรู้ที่ได้รับถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของคุณยาย ซึ่งท่านสอนถึงขนาดว่า เวลาให้ใบหม่อนกับตัวไหม ต้องคอยฟังเสียงตัวไหมกินใบหม่อนด้วยว่า อากัปกิริยาเวลามันกิน…กินอย่างเอร็ดอร่อยหรือไม่ ถ้ามันกินอย่างเอร็ดอร่อย นั่นแสดงว่าใบหม่อนต้องรสชาติดี ถูกปากตัวไหม แล้วตัวไหมจะผลิตเส้นไหมที่มีคุณภาพดีที่สุดเป็นการตอบแทนเรา”

งานหนักอีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือ การสาวไหมที่ต้องทำแข่งกับเวลา คือ ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 26-27 ของทุกๆเดือน ไหมจะอยู่ในรัง ทำรังได้ประมาณ 3-4 วันก็จะสาวได้ และนับจากนั้นไม่เกิน 7-9 วัน ทุกคนในครอบครัวต้องมาร่วมกันช่วยสาวไหมให้เสร็จมิเช่นนั้นไหมจะแทงทะลุรังและกลายเป็นผีเสื้อ ถ้าเป็นเช่นนั้นจะสาวไหมไม่ได้เลย โดยคน 1 คน สาวไหมตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น จะสาวไหมได้วันละไม่เกิน 3 ขีด หรือ 300 กรัม ถ้าเอามาทอผ้าพื้น เนื้อหนาสักนิด ก็จะได้ประมาณ ครึ่งหลากว่าๆ เท่านั้น

แค่เรียนรู้วิชาการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ก็เป็นบทเรียนที่คเณษบอกว่า “เลือดตาแทบกระเด็น” แล้ว นี่ยังไม่นับ วิชาการทอผ้ายกแบบมลายูแท้ๆ ที่ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชามาจากคุณยายสายโลหิต เพื่อให้สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ไม่ได้เป็นแค่วิชาชีพเลี้ยงตัวและครอบครัว ทว่า เป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณการเป็น “คนทอผ้า” จากคุณยายของเขามาสู่ตัวเขาอย่างแน่นหนา

“ตอนเริ่มเรียนรู้วิชาการทอผ้า แก่อายุประมาณ 90 ปี แต่ยังแข็งแรง บัญชาการการทอผ้าในบ้านได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ช่วงเริ่มแรก สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกลำบากที่สุด คือการต้องตื่นมาตั้งแต่ตีสามเพื่อเก็บใบหม่อน แต่ว่าเมื่อเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ผมพบว่าสิ่งที่ยากกว่าหลายเท่า เหมือนการเรียนรู้ที่จะกัดก้อนหินให้แตก นั่นคือ การทอผ้า เพราะอุปสรรคสำคัญที่สุด คือ ตัวผมถนัดซ้าย แต่แก่ ท่านถนัดขวา การจับมือ สอนกัน จึงทำแบบนั่งประจันหน้าไม่ได้ แก่จึงต้องนั่งซ้อนข้างหลังผม เพื่ออ้อมมาจับมือสอนให้ผมทอผ้ายกทีละขั้นตอน ซึ่งทุกครั้งที่ผมคิดถึงช่วงเวลานั้น ผมจะรู้สึกถึงความอบอุ่นของแก่ เหมือนกับท่านจะไม่ได้สอนแค่วิธีทอผ้า แต่ได้ถ่ายทอดจิตวิญญาณของคนทอผ้าลงไปในร่างกายของผมด้วย”


จากผ้าไหมโนเนม สู่แบรนด์ “กระหนกพัสตร์” โกอินเตอร์

ผ่านไป 2 ปี คเณษก็ทอผ้ายกอยุธยา ลายช่อกนก ได้ผืนแรกในชีวิต โดยผ้าผืนนั้นขายให้ชาวต่างชาติ ที่ตัดสินใจซื้อไปในราคา 2 ล้านกว่าบาท

เหตุที่ผ้าผืนนี้มีมูลค่าแพงเช่นนี้ ก็เพราะว่าเป็นผ้าไหมทอทั้งผืนแบบไม่มีเส้นยก เส้นข่ม ที่ซ้ำเส้นกันเลย ซึ่งต้องใช้ความพิถีพิถัน และความประณีตสูงมาก”

มาในวันนี้ จากผ้ายกอยุธยา ที่สืบทอดมาจากภูมิปัญญาดั้งเดิม มลายู-ปัตตานี พัฒนาสู่ผ้ายกอยุธยา แบรนด์ “กระหนกพัสตร์” ที่ได้อวดโฉมความงดงามให้ประจักษ์ ไม่ใช่แก่สายตาของชาวไทยทั่วประเทศเท่านั้น หากแต่ชื่อของ ผ้ายกอยุธยา “กระหนกพัสตร์” ยังขจรขจายไปเตะตาต้องใจเหล่าแฟชั่นดีไซเนอร์ค่ายดังในยุโรป ที่สนใจในความงามอันเป็นเอกลักษณ์ของผ้าไหมไทยและอยากให้ผ้าไหมไทยไปเป็นส่วนหนึ่งในงานดีไซน์ของพวกเขา จึงได้มาติดต่อให้คเณษเป็นผู้ร่วมออกแบบและร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเวทีแสดงแฟชั่นที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส และ มิลาน ประเทศอิตาลี

“ที่ผ่านมา ผมทำงานร่วมกับดีไซน์เนอร์ทั้งจากฝรั่งเศส อิตาลี หลายคน ซึ่งเวลาเขามาว่าจ้างให้เราช่วยผลิตผลงานร่วมกับเขา เขาก็จะมีรูปแบบที่เขาต้องการส่งมาให้เราอยู่แล้ว แต่บ่อยครั้งที่ผมจะแอบใส่เอกลักษณ์ความเป็นไทย ความเป็นผ้าไหมไทย และเอกลักษณ์ของการทอผ้าที่เป็นเทคนิคส่วนตัวของผมเข้าไปในงานนั้นตลอด ซึ่งตัวดีไซน์เนอร์ส่วนใหญ่ เมื่อรับมอบงานไปมักจะไม่ทราบ แต่ก็รู้สึกพึงพอใจในผลงานโดยรวมว่างานเขาดูมีเอกลักษณ์ มีความแตกต่าง แปลกใหม่มากขึ้น ดังนั้น ในความคิดส่วนตัว ผมมองว่าผลงานทุกชิ้นควรมีสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของเราใส่ไปด้วยเสมอ”


ปันทุนหนุนงานอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญา

แม้ผลงานผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวของคเณษ จะเป็นที่ต้องตาต้องใจของแฟชั่นดีไซน์เนอร์ระดับโลก และนักสะสมผ้าทอทั้งหลาย ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้เขาสะสมทุนได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ความรักของเขาที่มีต่อมรดกแห่งภูมิปัญญาที่ได้รับถ่ายทอดมาจากคุณยาย และความปรารถนาที่จะอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญานี้ให้เป็นอมตะจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้เขาเลือกที่จะจัดสรรทุนบางส่วน ไปสำหรับการสนับสนุนงานอนุรักษ์และสืบสานผ่านศูนย์เรียนรู้การทอผ้าครูภูมิปัญญาไทย

“ผมยินดีที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องกระบวนการทำผ้าไหมที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ตามที่ได้รับการบ่มเพาะจากคุณยาย ให้แก่ผู้สนใจที่มีความตั้งใจจริงในการศึกษาเรียนรู้ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งจำเป็นต้องมีพร้อมสรรพทั้งความขยันหมั่นเพียรและความอดทน เหมือนกับที่ผมเคยมีประสบการณ์ผ่านมาแล้ว”

งานอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าไหมไทย อาจเป็นงานที่ต้องแลกด้วยความขยัน มุ่งมั่น ทุ่มเท และความอดทน แต่ผลลัพธ์หวานชื่นนัก เฉกเช่นที่ คเณษ นพณัฐเมทินี ดื่มด่ำฉ่ำชื่นหัวใจไม่รู้โรยรา…


เรื่อง : ประอรพิชญ์ คัจฉวัฒนา

Previous articleSpirit of EEC ปฏิรูปอาชีวะ สร้างบุคลากรคุณภาพ
Next articleTop Secret ! 7 นิสัย ต้องลด ละ เลิก ถ้าอยากเข้าใกล้ ความสำเร็จในชีวิต
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์