สิ่งที่หลายคนหวาดกลัว เมื่อพูดถึงโรคร้ายที่เป็นอันตรายถึงชีวิต อย่าง Stroke หรือโรคหลอดเลือดสมอง คือ อาการของโรคที่เกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน ไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน ซึ่งหนึ่งในหนทางรอดจากโรคนี้ คือ การสังเกตสัญญาณอันตรายที่เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน


แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก หน้าเบี้ยวครึ่งซีก เหน็บชาตามร่างกายครึ่งซีก พูดไม่ได้ พูดไม่ชัด กลืนลำบาก สำลัก เห็นภาพซ้อน ภาพมัวหรือมืดลงครึ่งซีก สับสน ซึมลง ไม่รู้สึกตัว เวียนและปวดศีรษะรุนแรง ปวดต้นคอ คลื่นไส้อาเจียน เดินเซ

เหล่านี้คือสัญญาณ SOS ที่บ่งบอกว่า ต้องพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อรักษาให้ทันท่วงที มิเช่นนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ทว่า บ่อยครั้ง ที่ผู้ป่วยเกิดอาการเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็บอกตัวเองว่า คงไม่เป็นอะไรร้ายแรง ด้วยเหตุนี้ คนใกล้ชิดหรือคนข้างตัวผู้ป่วยจึงมีบทบาทอย่างมากในการช่วยให้ผู้ป่วยรู้ถึงอาการผิดปกติ ทั้งด้วยการตั้งข้อสังเกต การตักเตือน แนะนำ และย้ำความมั่นใจ ว่าอาการผิดปกตินั้นเกิดขึ้นจริงๆ และรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ เช่นนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตให้กับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้ไม่น้อย

วันนี้ เรามีเคสผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในประเทศสหรัฐอเมริกาคนหนึ่ง ซึ่งรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชมาได้หวุดหวิด นั่นเพราะความช่างสังเกตของน้องสาว ที่โทรมาพูดคุยกับพี่สาวของเธอผ่านโปรแกรม Face time บนโทรศัพท์มือถือ และสังเกตเห็นว่าฝบหน้าของพี่สาวมีอาการผิดปกติไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด

Opokua Kwapong หญิงสาววัย 58 ปี ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักที่มหานครนิวยอร์ค เพียงลำพัง คือ เคสของผู้ป่วย Stroke ที่รอดชีวิตมาได้ด้วยความใส่ใจของน้องสาว Adumea Sapong และเทคโนโลยีบนโทรศัพท์มือถืออย่าง Face time

“หน้าตาพี่ดูแปลกไปนะ” นั่นคือบทสนทนาหนึ่งที่หลุดออกจากปากของ Sapong น้องสาวของ Kwapong ระหว่างที่สนทนากับพี่สาวด้วยโปรแกรม Face Time บนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งทำให้เห็นสีหน้าของพี่สาวที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

“Face Time ช่วยชีวิตฉันไว้” Kwapong กล่าว พร้อมอธิบายว่า วันนั้นเธอเพิ่งตื่นจากการพักสายตาตอนกลางวันอย่างที่เคยทำ และน้องสาวของเธอโทรมาหาเธอพอดี ซึ่งนอกจากใบหน้าที่ค่อยๆ บิดเบี้ยวผิดไปจากปกติแล้ว สิ่งที่ Sapong บอกเธออีกคือ คำพูดจากปากที่ไม่ชัด ที่เธอยังตอบกลับน้องสาวไปว่า คงเป็นเพราะเธอเพิ่งตื่นจากการงีบตอนกลางวันนั่นเอง

ทว่า Kwapong เล่าต่อว่า อาการที่เกิดขึ้นก่อนที่เธอจะงีบหลับไป ก็แค่ความรู้สึกเหนื่อย และเริ่มที่จะเดินเซ ซึ่งทันทีที่เธอบอกน้องสาวไปเช่นนั้น น้องสาวไม่รอช้ารีบโทรติดต่อ 911 เพื่อให้พาพี่สาวของเธอไปพบแพทย์ในทันที เพราะเธอรู้ว่านี่คือสัญญาณบ่งบอกว่าพี่สาวของเธอมีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke แล้ว

การที่ Kwapong ตัดสินใจออกมาบอกเล่าประสบการณ์เฉียดตายของเธอในครั้งนี้ ก็เพื่อแสดงให้เห็นเหรียญอีกด้านของเทคโนโลยี ที่ไม่ได้แค่ก่อให้เกิดแต่โทษอย่างที่ใครหลายคนคิด ซึ่งเธอพิสูจน์แล้วว่า หากใช้เทคโนโลยีอย่างถูกทาง บางครั้ง เทคโนโลยีนั้นอาจเป็นฮีโร่ที่มาช่วยชีวิตของคุณได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว

และไม่ใช่แค่ความใส่ใจ ความช่างสังเกต จากคนรอบข้างเท่านั้นที่จะทำให้ผู้ป่วยรอดจากโรคหลอดเลือดสมอง ทางฝากฝั่งประเทศไทยเอง ยังมีหลายหน่วยงานที่พร้อมอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือฉุกเฉิน หากตัวคุณหรือคนรอบข้างมีอาการโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งในโอกาสนี้เราได้อัพเดทช่องทางติดต่อโรงพยาบาล สถาบันการแพทย์ เฉพาะทาง มาแชร์ไว้ที่นี่ด้วย

  • หากพบเจอญาติหรือคนข้างเคียงที่มีสัญญาณบ่งบอกของโรคหลอดเลือดสมอง สามารถโทรแจ้ง ศูนย์เอราวัณ โทร 1669 ซึ่งจะประสานมายัง โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งจะส่งรถรักษาพยาบาลฉุกเฉินเคลื่อนที่ครบวงจร คันแรกของประเทศไทย หรือ Mobile Stroke Unit มารับผู้ป่วย ซึ่งภายในรถ จะมีทั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตครบวงจร แพทย์และพยาบาลประจำรถด้วย
  • กรมการแพทย์ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จัดทำและพัฒนา Application บนโทรศัพท์มือถือ “Fast Track ทางด่วนชีวิต เรียกรถพยาบาล” เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง โดยประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว สามารถประเมินตนเอง และเข้าถึงบริการในสถานบริการสุขภาพทั้งภาครัฐและเอกชนได้อย่างทันท่วงทีในช่วงระยะวิกฤต
  • ติดต่อ สถาบันประสาทวิทยา หน่วยงานทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง โทร 02-306-9899 ต่อ 2175,2109

ที่มา : http://www.bbc.com/news/technology-43125658

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.53/61
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.54/61
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์