แม้จะมีความพยายามจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยการทำทุกวิถีทางเพื่อลดมลพิษทางเสียงในกรุงเทพมหานครที่คุกคามสุขภาพของคนเมืองหลวงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ต้องยอมรับว่าถึงทุกวันนี้คนกรุงเทพฯก็ยังจำต้องอยู่ท่ามกลางสถานการณ์มลพิษทางเสียงที่เข้าขั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ


จากมาตรฐานที่ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดว่าระดับเสียงที่ดังเกินกว่า 85 เดซิเบล (เอ) ถือว่าเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ปรากฎว่าเมื่อตรวจวัดเสียงดังตามถนนและสี่แยกในกรุงเทพฯเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน พบว่ามีถนนถึง 5 สาย ที่มีระดับเสียงเกิน 80 เดซิเบลเอ คือ ถนนลาดพร้าว ถนนตรีเพชร ถนนเยาวราช ถนนบำรุงเมือง ถนนสุขุมวิท และยังตรวจพบบริเวณสถานีรถไฟฟ้าอีก 5 สถานี ได้แก่ สีลม ศาลาแดง พร้อมพงษ์ สะพานควาย และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีระดับเสียงเกินมาตรฐาน 70 เดซิเบล (เอ) นี่ยังไม่นับเสียงดังที่เกิดจากการก่อสร้าง ประสาเมืองใหญ่ที่กำลังพัฒนา ซึ่งพบเจอได้ทุกย่อมหญ้าในเมืองกรุง


ฟังเสียงดังเกินไป ทำชีวิตพัง

ย้อนกลับไปในปี 2555 มีข่าวการทำกิจกรรมของกลุ่มกรุงเทพหรี่เสียง เพื่อรณรงค์ให้สังคมคำนึงถึงสิทธิความสงบของผู้คนในสังคม ปฏิเสธเสียงดังรบกวนโสตประสาทที่เราถูกยัดเยียดให้ฟังในพื้นที่สาธารณะแทบทุกมุมเมือง ซึ่งต่อยอดมาจาก ชมรมหรี่เสียงกรุงเทพฯ ที่ก่อตั้งโดย ปานชลี สถิรศาสตร์ ที่คนส่วนใหญ่รู้จักเธอในบทบาทของศิลปินนักปั้นเซรามิก แต่ในความจริงอีกด้านของชีวิต เธอเคยเป็นผู้ประสบความทุกข์ทรมานจากมลพิษของเสียงในเมืองใหญ่ ในแบบที่ใครได้รู้เรื่องราวแล้ว อาจต้องช็อคทีเดียว โดยเธอเคยบอกเล่าเรื่องราวผ่านนิตยสารชีวจิตว่า

“เมื่อหลายปีก่อน ข้างบ้านซ่อมแซม ต่อเติมบ้าน มี เสียงตัดเหล็ก เจาะพื้นและผนังรอบด้าน เป็นเสียงที่ได้ยินแล้วทั้งปวดหูและปวดหัวมาก แม้จะปิดหน้าต่างและเปิดเครื่องปรับอากาศ เสียงก็ยังดังมาก แต่ตอนนั้นเร่งทำงานปั้นเพื่อจัดนิทรรศการ จึงหนีไปไหนไม่ได้ คืนหนึ่งก็มีอาการหูดับ ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เหมือนตกลงไปในหลุมดำ รู้สึกกลัวและทรมานมาก สักพักก็มีเสียงดังวิ้งๆ เหมือนจิ้งหรีดร้องในหูตลอดเวลา พอไปหาหมอ หมอบอกว่าเราป่วยด้วย โรคประสาทหูเสื่อมและมีเสียงกริ่งในหู หรือ หูอึง”

อาการทุกข์ทรมานที่เธอประสบต่อมา คือ เดินไม่ตรงทาง กะระยะไม่ถูกจนเดินชนโต๊ะเก้าอี้ทั้งวัน ถ้ามีเสียงทุ้มของกลองและเบสจะรู้สึกว่ามีแรงกระแทกที่หน้าอก เจ็บหัวใจจนน้ำตาร่วง ไม่สามารถเข้าโรงหนังและร้านอาหารที่เปิดเพลงดัง จนต้องงดเดินศูนย์การค้าและต้องใช้ปลั๊กอุดหูหรือเอียร์ปลั๊กตลอดเวลาที่อยู่นอกบ้าน ที่สุดแล้ว ชีวิตของเธอต้องเข้าบำบัดรักษาโรคประสาทอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปี และต้องกินยาปรับสารสื่อสมองไปตลอดชีวิต

ข้างต้นเป็นการประเล่าประสบการณ์ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจริงจากการรับฟังเสียงดังเป็นเวลานาน ซึ่งอาการเจ็บป่วยทั้งทางกายและใจที่อาจเกิดขึ้นได้จากการได้ยินเสียงดัง สามารถสรุปได้ตามเอกสารวิชาการที่เผยแพร่โดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดังนี้

  • ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว มือเท้าเย็น ระบบไหลเวียนโลหิตบกพร่อง จนอาจนำไปสู่โรคหัวใจ และปอดแตกฉับพลัน
  • เกิดผลต่อสุขภาพจิต รบกวนการทำงาน การพักผ่อน ทำให้เกิดความเครียด หรือการตื่นตระหนก และอาจพัฒนาไปสู่อาการซึมเศร้า และโรคจิตประสาท
  • สมาธิ ความคิด และการเรียนรู้ ทำให้ขาดสมาธิ ประสิทธิภาพการคิดค้น การวิเคราะห์ข้อมูล การเรียนรู้และการรับฟังข้อมูลลดลง
  • ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงานและความต่อเนื่องของการทำงานลดลง ทำให้การทำงานล่าช้า คุณภาพและปริมาณงานลดลง
  • กระตุ้นพฤติกรรมก้าวร้าว เสียงดัง จะเร้าอารมณ์ให้สร้างความรุนแรง และอาจถึงขั้น “สูญเสียการควบคุมตนเอง” จนทำร้ายผู้อื่นได้ แม้ได้ยินเสียงดังเพียงเล็กน้อย

รู้ทันวิธีป้องกันตัวเอง จากภัยเสียงดังของเมืองใหญ่

เมื่อแก้ปัญหาด้วยการ “หรี่เสียงกรุงเทพฯ” ลงมาไม่ได้ คงต้อง อัตตาหิ อัตโนนาโถ พึ่งตัวเองด้วยการรู้เท่าทันวิธีการป้องกันตนเองให้ได้รับผลกระทบจากเสียงดังนี้ให้ได้มากที่สุด

เริ่มจาก การสังเกตอาการผิดปกติที่เป็นสัญญาณบ่งบอก ประสาทหูเสื่อมชนิดเฉียบพลัน (หูดับ) โดย รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน แพทย์ประจำภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ให้ข้อสังเกตไว้ดังนี้

  • ประสิทธิภาพในการได้ยินลดลงอย่างเฉียบพลัน เมื่อผู้พูดอยู่ไกล มักไม่ได้ยิน แต่จะได้ยินดีขึ้นทันทีในบรรยากาศที่เงียบสงัด ปราศจากเสียงรบกวน
  • คนรอบข้างจะรู้สึกว่าผู้ป่วยจะพูดเสียงดังกว่าปกติ
  • ผู้ป่วยจะได้ยินเสียงในหูที่มีระดับความถี่สูง เหมือนเสียงจิ้งหรีด จักจั่น ตลอดเวลา และทนฟังเสียงดังไม่ได้
  • มีอาการเวียนศีรษะ ปวดหู

เมื่อมีอาการเหล่านี้ ขอแนะนำให้รีบไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษาทันที

ส่วนผู้ที่ตระหนักว่าตนเป็นผู้มีความเสี่ยงต่อโรคประสาทหูเสื่อมชนิดเฉียบพลัน (หูดับ) ก็สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากภัยจากเสียงได้เช่นกัน จากบทความเรื่อง Top 5s To Protect Your Hearing จาก เว็บไซต์ medicalnewstoday แนะนำไว้ว่า

หากจำเป็นต้องอยู่ในบริเวณหรือสถานที่ที่มีเสียงดังหรือมีการตรวจสอบแล้วระบุว่าจุดนั้นมีเสียงดังเกิน 85 เดซิเบล ต้องเตือนตัวเองให้ออกจากบริเวณนั้นมายังพื้นที่ที่มีความสงบเงียบประมาณ 15 นาที ทุกๆ 3-4 ชั่วโมง

เมื่อใดที่รู้สึกว่าคุณต้องแผดเสียงให้ดังขึ้นเพื่อสื่อสารกับผู้อื่น นั่นหมายถึงคุณอยู่ในพื้นที่อันตรายที่บรรยากาศรอบข้างมีเสียงดังเกินไปแล้ว บรรยากาศที่ว่านี้ ก็เช่นการอยู่ในคอนเสิร์ต ไปจนถึงการอยู่ในรถที่ขับเร็วเกินสปีดลิมิตขณะที่เปิดหน้าต่างรถด้วย

แต่ถ้าจำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงดังมาก ก็ต้องรู้เท่าทันวิธีการป้องกันหรือลดเสียงดังเหล่านั้น เช่นการใส่อุปกรณ์ลดเสียง เช่น Ear Plug ที่ทำจากซิลิโคน ซึ่งระบุว่าสามารถลดเสียงดังได้อย่างน้อย 9 เดซิเบล แต่ถ้าจะให้ดี ให้เลือกใช้ที่ครอบหู (Ear Muffs) ที่ลดระดับความดังได้ 20 – 40 เดซิเบลเอ และปลั๊กอุดหู (Ear Plugs) ลดระดับความดังได้ 10 – 20 เดซิเบลเอ จะดีที่สุด ขณะเดียวกันการเลือกใช้หูฟังคุณภาพสูงเพื่อฟังเพลงก็จะช่วยตัดเสียงรบกวนและให้คุณภาพเสียงที่นุ่มทุ้มในคลื่นความถี่ที่ไม่สูงเกินไป แต่ต้องอย่าลืมว่าคุณต้องเปิดเสียงในระดับที่ไม่ดังเกินไปด้วย

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.55/61
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.56/61
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์