Thursday, August 6, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.56/61

ฮิตาชิปักหมุดไทย ใช้ IoT พัฒนา EEC 

นายยาสุโอะ มิซึทานิ กรรมการผู้จัดการ บ.ฮิตาชิ เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในงานประชุมและแสดงนวัตกรรมเพื่อสังคม Hitachi Social Innovation Forum ประจำปี 2561 ซึ่งจัดขึ้นที่ไทย ว่าไทยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับฮิตาชิ และเมื่อรัฐบาลไทยมีโครงการ EEC ฮิตาชิได้วางแผนเสริมสร้างการใช้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เพื่อร่วมส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

โดยการนำเอา Lumada ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม IoT ของฮิตาชิมาช่วยส่งเสริมการสร้างสรรค์โซลูชั่นส์ด้านดิจิทัลร่วมกับคู่ธุรกิจ พัฒนาความสามารถการดำเนินธุรกิจในหลายสาขา หวังว่าจะมีบทบาทผลักดันไทยเข้าสู่เศรษฐกิจอัจฉริยะและพอเพียงผ่านการใช้เครื่องมือทางดิจิทัล

เบื้องต้น ฮิตาชิได้ทำข้อตกลงกับสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) เมื่อปี 2560 เพื่อจะนำเทคโนโลยีด้านดิจิทัล และIoT รวมถึงความพร้อมในการพัฒนาเชิงนวัตกรรม เพื่อพัฒนาโครงการ EEC

เตือนผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์

เร่งปรับตัวรับรถยนต์ไฟฟ้า

www.thaigov.go.th

นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เน้นย้ำว่ารัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนและเปิดรับอุตสาหกรรมยานยนต์อนาคต สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลกที่กำลังมุ่งสู่เทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ได้แก่ รถไฟฟ้าไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน รถยนต์ใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ และรถยนต์ใช้ไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิง ปัจจุบันในไทยมีแล้ว 2 ประเภทคือ รถไฟฟ้าไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน

แนะนำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ใช้บริการของศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต เพื่อให้ช่วยออกแบบ แก้ปัญหา และทดสอบผลิตภัณฑ์ วางแผนเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีรถไฟฟ้า ไม่เช่นนั้น อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และธุรกิจอาจจะค่อยๆ ล้มหายไป

สสว. ผนึก สกว. ยกระดับ SME 4.0

ตั้งเป้าปีละร้อยราย

www.trf.or.th

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการสร้างศักยภาพการแข่งขันของ SME ด้วยนวัตกรรมและการตลาด ยกระดับ SME 4.0 ให้ใช้งานวิจัยเชิงนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสินค้าและเพิ่มมูลค่าสินค้าเพิ่มอีก 10-100 เท่า สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 600 ล้านบาท 

วางเกณฑ์ว่าในแต่ละปีจะคัดเลือกผู้ประกอบการ SME ที่เป็นสมาชิกของ สสว. 50 ราย และที่มาขอทุนวิจัยจาก สกว. อีก 50 ราย รวม 100 ราย เพื่อเข้าโครงการ โดยพิจารณาจากผู้ประกอบการที่พร้อมจะใช้นวัตกรรมยกระดับสินค้า ช่วงแรกจะเน้นกลุ่มธุรกิจอาหารเนื่องจากมีความพร้อมที่สุด โดยสกว. จะสนับสนุนงบประมาณงานวิจัยให้ผู้ประกอบการรายละ 400,000 บาท และผู้ประกอบการออกค่าใช้จ่ายเอง 80,000 บาท จากนั้น จะคอยให้ความช่วยเหลือและติดตามความคืบหน้าระยะเวลา 3 ปี

ยกระดับวิสาหกิจชุมชน สู่ Smart Product

สร้างฐานรากเศรษฐกิจ

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ มีแผนส่งเสริมศักยภาพของวิสาหกิจชุมชน เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้สร้างรายได้เพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี จากในปัจจุบันสร้างรายได้ต่อปีมากกว่า 25,500 ล้านบาท ปัจจุบันมีการรวมตัวของกลุ่มวิสาหกิจกว่า 85,000 แห่ง สมาชิกกว่า 1.4 ล้านคน และมีวิสาหกิจชุมชนต้นแบบ 462 แห่ง กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งเป้าว่าจะเพิ่มจำนวนวิสาหกิจชุมชนต้นแบบเฉลี่ยอีกปีละ 77 แห่ง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของวิสาหกิจชุมชนให้กลายเป็นสินค้าหลักในการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายรัฐบาล

เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับสินค้าและบริการสู่ Smart Product ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าหลายตัวที่ประสบความสำเร็จ อาทิ ปลาร้าผง ชีสมังคุด แครกเกอร์ธัญพืชทุเรียน ผ้าบาติก น้ำเต้าหู้ มะเฟืองมหัศจรรย์ และเครื่องประดับปีกแมลงทับ

คณะพูดคุยสันติสุขฯ

ยันตั้ง Safe House ตามหลักกฎหมาย

www.deepsouthwatch.org

พล.ต.สิทธิ ตระกูลวงศ์ เลขานุการคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้แจงแนวทางจัดตั้งศูนย์ประสานงาน (Safe House) ไม่ใช่การเปิดโอกาสให้คนร้ายเข้าประเทศตามที่บางฝ่ายกังวล เพราะกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายปกติทั้งสิ้น ไม่มีกฎหมายพิเศษใดๆ มารองรับ

Safe House จะเป็นศูนย์กลางการประสานงาน รับฟังข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ รวมถึงข้อกังวลจากทุกฝ่าย ทั้งในและนอกพื้นที่ จะเป็นขั้นตอนแรกเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone)

การปฏิบัติงานใน Safe House จะประกอบด้วยผู้แทนเจ้าหน้าที่รัฐ และกลุ่มผู้เห็นต่างฝ่ายละ 7 คน สำหรับผู้แทนของกลุ่มผู้เป็นต่างที่มีหมายจับ จะได้รับการช่วยเหลือให้ได้รับความเป็นธรรมทางคดี ตามกระบวนการยุติธรรมปกติ ไม่ใช่การพักโทษ หากมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด ก็อาจได้พิจารณาให้ปล่อยตัวก่อนจะครบกำหนดตามคำพิพากษา

ไมโครพลาสติกเกลื่อนทะเล

กระทบต่อระบบนิเวศน์

marinemegafaunafoundation.org
rtrfm.com.au

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไอร์แลนด์ เปิดเผยรายงานในวารสารวิทยาศาสตร์ทางทะเล (Frontier in Marine Science) เตือนว่าปริมาณไมโครพลาสติก (microplastics) เพิ่มมากขึ้นกำลังก่อมลพิษในมหาสมุทรทั่วโลก ปลาเกือบ 3 ใน 4 ชนิด ที่อาศัยทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก มีไมโครพลาสติกสะสมในกระเพาะในระดับสูงสุดของโลก ทำให้มนุษย์ที่บริโภคปลาเหล่านี้เสี่ยงที่จะได้รับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกาย

ไมโครพลาสติกเป็นชิ้นส่วนพลาสติกขนาดเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตา เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ของใช้ประจำวันหลายอย่าง เช่น ครีมอาบน้ำ และยาสีฟัน นักวิจัยกำลังหาคำตอบถึงวิธีที่สัตว์ทะเลกินและแพร่กระจายมลพิษไมโครพลาสติก ว่าพวกมันกินโดยตรง หรือกินเหยื่อที่กินไมโครพลาสติกมาอีกที

อาชญากรไซเบอร์อาละวาด

เสียหาย 6 แสนล้านดอลลาร์ 

แมคอาฟี (McAfee) บริษัทดูแลความปลอดภัยทางอินเทอร์เนต ร่วมกับศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษาค้นคว้าระหว่างประเทศ ออกรายการระบุว่าเกิดค่าความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วโลกในแต่ละปีสูงถึง 600,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจากปี 2557 ราว 445,000 ล้านดอลลาร์

โดยเฉพาะการจารกรรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุด เพราะความซับซ้อนที่เพิ่มมากขึ้นของกลุ่มแฮกเกอร์ การขยายตัวของตลาดมืดในโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะการเติบโตอย่างรวดเร็วของสกุลเงินดิจิทัล