“เกิดเป็นคนห้ามคดโกง ต้องซื่อสัตย์ต่อตนเองและคนอื่นๆ”
คือคติประจำตัวที่ฝังแน่นในก้นบึ้งแห่งหัวใจของนิสิตสาวขาลุยแห่งคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม…นางสาวปณิดา ยศปัญญา ผู้สร้างปรากฏการณ์ ”ล้างโกง จรรโลงคนไร้ที่พึ่ง” ด้วยวัยเพียง 23 ปี
เธอมีชื่อเล่นว่า “แบม” เป็นเด็กชนบทโดยกำเนิด ด้วยความที่ภูมิลำเนาของเธอคืออำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น
เธอเกิดมาในครอบครัวนายทหารสัญญาบัตร ที่มีเคร่งครัดต่อความซื่อสัตย์สุจริตเป็นชีวิตจิตใจ และได้รับการปลูกฝังทัศนคติค่านิยมนี้มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก
“ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ จะย้ำเรื่องความซื่อสัตย์ ห้ามคดโกงตั้งแต่หนูจำความได้ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังพร่ำย้ำในเรื่องนี้อยู่เสมอ”
เส้นทางชีวิตของเธอแต่เล็กแต่น้อย วนเวียนป้วนเปี้ยนศึกษาเล่าเรียนอยู่ในขอบเขตจังหวัดขอนแก่น โดยเริ่มจากโรงเรียนอนุบาลเทศบาลสวนสนุก ต่อเนื่องด้วยโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน ก่อนที่จะก้าวข้ามพรมแดนจังหวัดขอนแก่นไปเป็นนิสิตสังกัดมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม
“ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย หนูเลือกคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นอันดับแรก เลือกคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อันดับ 2 และเลือกคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อันดับ 3 แต่สุดท้ายหนูตัดสินใจเลือกเข้าเรียนที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทั้งที่คะแนนของหนู เข้าได้ทุกที่ที่เลือก”
“ทำไมเหรอคะ ? หนูคิดว่าคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม น่าจะเหมาะกับหนูที่สุด เพราะหนูชอบลุยสมบุกสมบัน และอยากช่วยชาวบ้านที่ด้อยโอกาส”
สำหรับกรณีเปิดโปง ”กาฝากสังคม” ที่แอบกินตับคนยากจนไร้ที่พึ่งอยู่ในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเธอบังเอิญเลือกไปฝึกงานที่นั่น แล้วได้สัมผัสกับพฤติกรรมน่าขยะแขยงเข้าอย่างจัง และสุดแสนจะกล้ำกลืนฝืนทนยอมรับได้
“หนูเจอพฤติกรรมไม่ชอบมาพากล ในลักษณะปลอมแปลงเอกสารผ่องถ่ายเงินตั้งแต่วันแรกๆ ที่เข้าไปฝึกงานคือวันที่ 7 ส.ค.2560 และได้นำเรื่องนี้ไปปรับทุกข์กับอาจารย์โรงเรียนเก่าที่เคารพนับถือกัน แล้วได้รับคำแนะนำให้เก็บรวบรวมข้อมูลไปร้องเรียนให้มีการตรวจสอบ”

เธอทำตามคำแนะนำของอาจารย์โรงเรียนเก่า พร้อมกับนัดแนะกับ ”พี่เลี้ยง” ในศูนย์ฯพร้อมใจกันลางานวันที่ 11 ต.ค.เดินทางจากขอนแก่นมุ่งหน้ากรุงเทพฯ พุ่งตรงไปยื่นหนังสือร้องเรียนพร้อมหลักฐานที่สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ในกองบัญชาการกองทัพบก
“หนูและพี่ที่ไปด้วย ทำทุกอย่างตามระเบียบขั้นตอน และได้รับการปฏิบัติอย่างดีมากจากพี่ๆ ในกองทัพบก และเจ้าหน้าที่ คสช.”
หลังจากยื่นหนังสือถึงเลขาธิการ คสช.เรียบร้อย ก็เดินทางต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เพื่อยื่นหนังสืออีกฉบับแก่เลขาธิการ ปปช. แล้วก็เดินทางกลับขอนแก่น ไปทำงานตามปกติ
จากวันนั้นที่เธอและพี่ที่เธอไว้วางใจ ร่วมกันเปิดโปงพฤติกรรม ”แทะกระดูกสูบเลือด” คนยากจนไร้ที่พึ่ง จนถึงวันนี้ขบวนการกาฝากสังคม ถูกกำจัดกวาดล้างกันระนาว

ในทางกลับกันชื่อของแบม..ปณิดา ยศปัญญา กำลังเปี่ยมเสน่ห์หอมขจรขจาย…ลาภสรรเสริญเยินยอพุ่งจู่โจมเข้าหาเธอแทบสำลัก แม้จะน่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์ที่ในความคับคั่งของการยกย่องเชิดชู กลับไม่ปรากฏการแสดงความปลื้มปิติจากคณบดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และหัวหน้าสาขาพัฒนาชุมชน
ไม่ว่าอย่างไร..วินาทีนี้ ความกล้าดีของเธอ..ปณิดา ยศปัญญา ได้สานเจตนารมณ์ความมุ่งมั่นตั้งใจดีของตัวเองในฐานะนักพัฒนาชุมชน ตามปณิธานของเธอที่เคยกล่าวเป็นสัจจะอธิษฐานเอาไว้
“ในฐานะนักพัฒนา ถ้าเรากุมหัวใจของประชาชนแล้ว ไม่ช่วยเหลือประชาชน แล้วใครจะช่วยประชาชน”














