นายกฯ กำชับทุกฝ่ายให้ข้อมูลกับสังคม เข้าใจถึงความสำคัญของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หัวใจหลักของการสร้างโครงข่ายคมนาคม รองรับการขยายตัวของกรุงเทพฯ ขับเคลื่อนโครงการ EEC ผนวกแอร์พอร์ตลิงก์เพื่อแก้ปัญหาขาดทุนเรื้อรัง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) ครั้งที่ 2/2561 ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องชี้แจงประชาชนและสังคมให้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และเข้าใจถึงความจำเป็นของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติโดยรวม รวมทั้งทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนในสังคมเกิดความไว้วางใจระหว่างกัน และพร้อมให้ความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินโครงการดังกล่าวไปสู่เป้าหมายตามที่กำหนดไว้

สาระสำคัญในการประชุม
1. รับทราบความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ผ่านการเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อยู่ระหว่างการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาบังคับเป็นกฎหมายต่อไป
2. เห็นชอบในหลักการให้สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) ศึกษารายละเอียดการขยายพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่เชื่อมโยงกับ 3 จังหวัดเดิม ภายใน 4 เดือน ก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุมพิจารณาอีกครั้ง
3. เห็นชอบในหลักการโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา และให้เสนอต่อ ครม. เพื่อพิจารณาเป็น 1 ใน 5 โครงการเร่งด่วนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลต่อความสำเร็จของการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่พัฒนามาจากโครงการรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออก (ลาดกระบัง-ระยอง) ปรับปรุงหลักการให้เชื่อมกับ 3 สนามบินอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชนในอนาคต

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
โครงการไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ระยะทาง 220 กิโลเมตร จากสนามบินดอนเมืองถึงสนามบินอู่ตะเภา แบ่งเป็น 3 ช่วง คือ
1. รถไฟความเร็วสูงส่วนต่อขยายแอร์พอร์ตลิงก์ ดอนเมือง-พญาไท ระยะทาง 21 กิโลเมตร อยู่ในแผนเดิมที่จะก่อสร้าง ความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
2. รถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ พญาไท-สนามบินสุวรรณภูมิ ระยะทาง 29 กิโลเมตร กำลังดำเนินการ ความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
3. รถไฟความเร็วสูง สนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินอู่ตะเภา ระยะทาง 170 กิโลเมตร ปรับจากแผนเดิมของรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออก ลาดกระบัง-ระยอง ความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
4. พัฒนาพื้นที่สถานีและสนับสนุนการให้บริการผู้โดยสาร เช่นสถานีมักกะสันประมาณ 150 ไร่ สำหรับการเป็นสถานีหลักรถไฟความเร็วสูง รวมที่จอดรถและเชื่อมโยงกับรถไฟใต้ดิน ร่วมถึงสถานีศรีราชาประมาณ 100 ไร่ สำหรับการเป็นสถานี ที่จอด และอู่ซ่อม เป็นต้น

รถไฟความเร็วสูงขับเคลื่อน EEC
การพัฒนา EEC เป็นการพัฒนาเชิงพื้นที่รองรับการขยายตัวของกรุงเทพฯ โดยมีรถไฟความเร็วสูงเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมมีความสำคัญ 4 ด้าน
1. รถไฟความเร็วสูงจะเชื่อมโยง 3 สนามบิน ยกระดับสนามบินอู่ตะเภาขึ้นมาเป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 3 ให้ทำงานควบคู่กับสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ที่มีผู้โดยสารเกินความจุ 17 ล้านคนต่อปี
2. รถไฟความเร็วสูงจะเปิดพื้นที่การพัฒนาจากกรุงเทพฯ เชื่อมไปถึงฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยมีสถานีรถไฟ 5 สถานีประกอบด้วยฉะเชิงเทรา ชลบุรี ศรีราชา พัทยา และอู่ตะเภา ซึ่งจะเกิดการพัฒนาบนพื้นที่โดยรอบสถานีทั้ง 5 แห่ง เชื่อมโยงกับชุมชนชนใกล้เคียง
ขณะที่ประชาชนตลอดเส้นทางสามารถเดินทางโดยรถยนต์มาจอดที่สถานีเพื่อโดยสารรถไฟ ช่วยประหยัดเวลาการเดินทาง โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนที่รถติด และประเทศได้ประโยชน์จากการลดการใช้น้ำมัน รวมถึงบรรเทาความแออัดบนถนน
3. รถไฟความเร็วสูงความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นช่วงแรกของการเชื่อมโยงการพัฒนาไปสู่ ระยอง จันทบุรี และตราดในอนาคต
4. การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจตลอดทั้งโครงการประมาณ 700,000 ล้านบาท แบ่งเป็นช่วง 50 ปีแรก มีมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 400,000 ล้านบาท มากกว่าเงินลงทุนประมาณ 200,000 ล้านบาท ซึ่งการประเมินทั้งหมดเป็นมูลค่าปัจจุบัน ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการลงทุน


ผลตอบแทนจากโครงการไฟความเร็วสูง
1. มูลค่าเพิ่มจากการนำสนามบินอู่ตะเภามาใช้ประโยชน์
2. ลดการใช้น้ำมัน ลดเวลาการเดินทาง ลดมลพิษสิ่งแวดล้อมจากการใช้รถยนต์
3. ผลตอบแทนจากการพัฒนาเศรษฐกิจตลอดเส้นทาง
4. การจ้างงานและการใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศไทย
5. รัฐจะจัดเก็บภาษีต่างๆ ได้เพิ่มขึ้น
เมื่อครบกำหนด 50 ปี รัฐบาลจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมด ทั้งรถไฟความเร็วสูง สถานี และอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 300,000 ล้านบาท

นำแอร์พอร์ตลิงก์มาควบรวมแก้ปัญหาขาดทุนเรื้อรัง
โครงการแอร์พอตร์ตลิงก์จะถูกนำมารวมกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดทุนเรื้อรังของแอร์พอร์ตลิงก์ โดยผู้ลงทุนจะต้องซื้อกิจการในราคาที่เหมาะสม และการรถไฟสามารถนำไปลดหนี้ได้
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะทำให้ผู้โดยสารแอร์พอร์ตลิงก์ได้รับประโยชน์และความสะดวกสบายมากขึ้น เพราะจะมีขบวนรถไฟมากขึ้นลดความแออัดในปัจจุบัน อีกทั้งสถานีมักกะสันจะถูกพัฒนาให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
ในอนาคตรัฐบาลยังมีโครงการรถไฟสายสีแดง (Missing Link) เพิ่มเติมจากบางซื่อ ถึงหัวหมาก ซึ่งจะเสร็จสิ้นประมาณปี 2564
การประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะเป็นรูปแบบ Net Cost คือ ใครยื่นเสนอผลตอบแทนสูงสุดให้รัฐจะเป็นผู้ชนะการประมูล เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสายสีชมพู
ส่วนการดำเนินโครงการจะต้องใช้วิศวกรไทยและใช้ชิ้นส่วนในประเทศให้มากที่สุด ตามข้อกำหนดการส่งเสริมการลงทุน ที่กำหนดให้ผู้ลงทุนต้องถ่ายทอดความรู้ผ่านสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรไทยและเยาวชนให้เข้ามาทำงานพัฒนารถไฟความเร็วสูงในอนาคต โดยจะให้เข้าร่วมการพัฒนาหลักสูตรในสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะในพื้นที่ EEC











