ความก้าวหน้าของเทคโนโลยียุคปัจจุบัน หรือยุค 4.0 เป็นเทคโนโลยีที่มีผลิตภาพสูง ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นความก้าวหน้าที่มุ่งสนองการพัฒนาคุณภาพชีวิต คุณภาพสังคม และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนยุคใหม่
ภายใต้วิวัฒนาการของเทคโนโลยี 4.0 ได้ขับเคลื่อนการผลิตและบริการ ออกจากระบบเศรษฐกิจฐานทรัพยากรแบบเดิม สู่เศรษฐกิจฐานความรู้!
อานุภาพแห่งพัฒนาการเทคโนโลยี 4.0 ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย ตั้งแต่การลดต้นทุน ลดการทำลายล้างทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ลดปัญหาช่องว่างโอกาสการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ขณะเดียวกันก็เพิ่มศักยภาพและผลิตภาพโดยรวมขึ้นมหาศาลบนฐานความโปร่งใส ทั้งยังมุ่งสร้างความเสมอภาคเท่าเทียมขึ้นแทนการกีดกัน-ปิดกั้นจากระบบยุคเก่า!
ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมยุค 4.0 จึงมีการจัดปรับมาตรฐานใหม่ในกระบวนการผลิตและบริการที่ตอบสนองการพัฒนาสู่สังคมที่เป็นมิตร-ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ลดการบริโภคทรัพยากร มีการผลิตที่ให้ผลผลิตสูง-รวดเร็ว-แม่นยำ-มีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยรวมได้ส่งผลต่อการลดต้นทุนการผลิตและยุติการใช้ทรัพยากรแบบทำลายล้างลงได้อย่างมหาศาล
ความเปลี่ยนแปลงนี้ได้เบียดขับให้ภาคอุตสาหกรรมยุคเก่า ที่ใช้เทคโนโลยีกึ่งอัตโนมัติที่พึ่งพาแรงงานคนอย่างเข้มข้น ให้หมดบทบาทลงทุกขณะ!
ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและระบบนิเวศเศรษฐกิจแบบเดิม ในระบบการผลิตกึ่งอัตโนมัติ ที่มักเผชิญปัญหาเรื่องแรงงานและเวียนว่ายอยู่ในระบบนิเวศเศรษฐกิจแบบอนาลอค ได้เคลื่อนตัวเปลี่ยนผ่านสู่นิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล อย่างมีนัยสำคัญ
การปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ จะส่งผลให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อกิจการและต่อระบบเศรษฐกิจ!
การศึกษา ในสถานะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาแต่ละยุคสมัย ที่มีผลต่อความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์สังคมเศรษฐกิจของแต่ละช่วงเวลานั้น นับเป็นกลไกการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญยิ่ง เป็นระบบหลักของสังคม ที่สร้างความรู้-สร้างคุณภาพสังคม สร้างความก้าวหน้า แต่ในทางตรงกันข้ามอาจเป็นระบบกลไกที่ทำให้ประเทศสะดุด-ล้มเหลว ไม่พัฒนาได้เช่นกัน หากระบบการศึกษาด้อยคุณภาพ ปรับตัวไม่เท่าทัน!
เมื่อหันมาพิจารณาการพัฒนาประเทศไทยวันนี้ พบว่าปัจจุบันประเทศไทยต้องเร่งขับเคลื่อนแบบก้าวกระโดด! จากเงื่อนปม 2 ประการสำคัญคือ หนึ่ง การเผชิญความท้าทายและความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงต่อเนื่อง กับสอง การดิ้นรนปรับตัวเองออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ที่ถูกความด้อยพัฒนาและความขัดแย้งทางสังคมการเมืองที่ผ่านมาก่อไว้ ซึ่งความเคลื่อนไหวในกระแสกดดันโดยรวมขณะนี้ การศึกษาต้องเป็นหลักไม่ให้เกิดความรวนเรซวนเซเกินเหตุ!
แต่ด้วยระบบการศึกษาไทยขับเคลื่อนตัวเองอย่างเซื่องซึมหงอยเหงา จากการเป็นผลผลิตของระบบการศึกษายุคเก่าอายุยาวนานกว่า 2 ศตวรรษ แถมถูกซ้ำเติมทำมาหากินด้วยการบริหารจัดการที่มูมมาม-สนใจกับตำแหน่งและอำนาจ มากกว่าความรู้-ความก้าวหน้า อนาคต และการเปลี่ยนแปลง! การศึกษาจึงกลายเป็นปัจจัยที่เป็นอุสรรค ขัดขวางความก้าวหน้าของประเทศ ด้วยระบบที่ล้าหลังและด้วยสภาพการขาดคุณภาพที่ฝังลึกอยู่ในระบบ-วิธีการโดยปริยาย!
ภาพที่ปรากฏในสังคมของระบบการศึกษาวันนี้คือ ภาพความอ่อนแอ-แตกแยกในสถาบันการศึกษา ค่านิยมที่ชื่นชมปริญญา-พิธีกรรมของสถานศึกษามากกว่าความรู้-ความสามารถ วิชาการที่อ่อนด้อยปรับตัวลำบากของบุคคลากรและสถาบันการศึกษา ความหยิบโหย่งของผลิตผลที่สถาบันการศึกษาผลิตออกสู่สังคม การลอยแพทรัพยากรมนุษย์ที่ต้องลงทุนไขว่คว้าใบปริญญาที่กลับสร้างความสูญเปล่าทางการศึกษาขึ้นกลุ่มฝูงใหญ่! ฯลฯ เป็นภาพรวมของระบบที่ไม่อาจพึ่งพาได้ของผู้คน สังคม และประเทศชาติ! ขณะที่การขับเคลื่อนประเทศสู่ความก้าวหน้าใหม่ ต้องขาดแคลนบุคลากรภาคการผลิตและบริการมากมาย! แต่ระบบการศึกษากลับตอบสนองได้อย่างจำกัด(มากกก)!
วันนี้การอาชีวะศึกษา จึงกลายเป็นที่พึ่งของระบบความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจยุคใหม่ของประเทศโดยปริยาย!
ยุคที่ผ่านมาค่านิยม “ปริญญาบัตร” ของระบบการศึกษา ได้ต้อนแมงเม่ามนุษย์ฝูงใหญ่ ให้มหาลัยทำมาหากินกันจนมั่งคั่งร่ำรวย พอจบมาคนกลุ่มใหญ่ตกงาน! ไม่มีปัญญาส่งเงินคืนกองทุนการศึกษาที่กู้มา กลายเป็นหนี้เน่า! ตัวเองถูกขึ้นบัญชีเครดิตบูโร เน่าทั้งหนี้-ทั้งคน!!! ตั้งแต่ยังไม่ได้ทำงานเลย! นี่คือความโหดร้ายที่ขาดความรับผิดชอบของระบบการศึกษาและสถานศึกษาเชิงประจักษ์ ที่ส่งมอบให้สังคม!
หันดู ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการศึกษาของเยอรมนี ระบบอาชีวะศึกษา ถูกกล่าวขานว่าเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ “backbone” ที่ช่วยให้เยอรมนีผ่านวิกฤตเศรษฐกิจได้ทุกครั้ง เพราะเป็นระบบที่ทำให้ตลาดแรงงานเยอรมนี มีแรงงานฝีมือตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ อีกทั้งสามารถสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ปกครอง-เยาวชน
ปัจจุบันตลาดแรงงานของเยอรมนีมีผู้สำเร็จการอาชีวะศึกษาถึงร้อยละ 54 ขณะที่มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีมีเพียงร้อยละ 18 เท่านั้น ส่งผลให้อัตราการว่างงานของประชากรอายุระหว่าง 14-25 ปี ของเยอรมนี อยู่ที่เพียงร้อยละ 7.8 ซึ่งต่ำที่สุดในยุโรป!
การขับเคลื่อนความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดของประเทศผ่านนโยบาย 4.0 และพื้นที่เศรษฐกิจ EEC ของผู้บริหารการศึกษายุคใหม่ จึงต้องใส่ใจให้ความสำคัญกับการปรับพัฒนาคุณภาพอาชีวะในพื้นที่อย่างเต็มที่ เพื่อรื้อสร้างคุณภาพและระบบบริหารการศึกษาที่สอดรับกับการพัฒนาประเทศยุคใหม่
ไอ้ที่หวังจะให้มหาวิทยาลัยท้องถิ่นช่วยร่วมพัฒนาอีอีซีนั้น ดูอาการแล้ว มันยังเน่าในเอาตัวไม่รอดอยู่เลย! คงเป็นได้แค่วาทกรรมตลกโปกฮาเท่านั้น รากลึกที่เน่าในอยู่นั้น บ่องตง ต้องเสียเวลารักษากันอีกหลายชาติ เชื่อเฮอะ!!! อย่าปล่อยให้มันเป็นกลไกทำมาหากิน-บั่นทอนทำลายประเทศต่อไปเลย!
ผู้เขียน : อภิชาต ทองอยู่










