ย้อนอดีตหยุดเวลาสงบนิ่ง ณ วันที่ 25 มีนาคม 2535

เหตุการณ์สำคัญยิ่งในวันนั้น ซึ่งชุมชนชาวลุ่มน้ำแม่กวงจารึกไว้ในความทรงจำไม่รู้ลืม คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมกับทรงรับสั่งให้จัดตั้ง “โครงการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”


จากวันนั้น จวบจนวันนี้ ความสำเร็จได้เกิดขึ้นแล้วอย่างเป็นรูปธรรมทั้งกับป่า แหล่งน้ำ และชุมชนชาวลุ่มแม่น้ำแม่กวง กระทั่งนำมาซึ่งการจัดงานสัมมนา “อยู่กับป่า” การจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำอย่างยั่งยืนตามศาสตร์พระราชา ภูมิปัญญา ภูมิสังคม : กรณีลุ่มน้ำแม่กวง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมกันถอดบทเรียนการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวงในทุกมิติอย่างกระจ่างแจ้ง

ลุ่มน้ำแม่กวง..สะท้อนภาพเมืองไทยใหญ่อุดม…

อาณาบริเวณของพื้นที่ ซึ่งคณะผู้ทำการศึกษาถอดบทเรียน ครอบคลุมขนาดพื้นที่ทั้งหมด 345,000 ไร่ ที่ปักหมุดเฉพาะตำบลเทพเสด็จ ตำบลป่าเมี่ยง ตำบลเชิงดอย ตำบลลวงเหนือ ตำบลแม่โป่ง ของอำเภอดอยสะเก็ด และตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลกว่า 1.7 ล้านไร่ ครอบคลุมตั้งแต่อำเภอดอยสะเก็ด-สันทราย-แม่ออน-สันกำแพง-สารภี จังหวัดเชียงใหม่ ข้ามไปถึงอำเภอบ้านธิ อำเภอเมือง และอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

จากการศึกษา ทำให้รู้แจ้งเห็นจริงว่าพื้นที่ลุ่มน้ำแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง ทั้งทรัพยากรป่าไม้ และแหล่งน้ำ โดยมีแหล่งต้นน้ำลำธารมาจากสายน้ำหลักถึง 5 สาย นั่นคือ น้ำแม่กวง น้ำแม่หวาน น้ำแม่วอง น้ำแม่ลาย และ น้ำห้วยคัง – ห้วยเกี๋ยง และสายน้ำทั้ง 5 นี้ ก็จะไหลลงเขื่อนแม่กวงอุดมธารา

ในมิติด้านป่าไม้ ที่พื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวงแห่งนี้ อยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่กวงและพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ โดยป่าไม้ได้ปกคลุมพื้นที่นี้ถึงร้อยละ 70 ของพื้นที่ทั้งหมด มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพค่อนข้างสูง แค่เฉพาะป่าก็มีป่าหลากหลายแบบ เช่น ป่าสนเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ

สำหรับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดิน พบว่าดินที่นี่มีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย มีคุณสมบัติระบายน้ำได้ดี แต่มีอินทรียวัตถุในดินสูง จึงให้ผลผลิตในการเพาะปลูกพืชที่ดี มีคุณภาพสูง

ความครบเครื่องสมบูรณ์ของดิน-น้ำ-ป่า ของพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวง บันดาลให้คนที่นี่ดำรงชีพอยู่กับธรรมชาติอย่างร่มเย็นและเป็นสุข

พระบุญญาบารมีปกป้องผืนป่า !

ความร่มเย็นเป็นสุขท่ามกลางอ้อมกอดแห่งขุนเขา-ป่าไม้-สายน้ำ ของชาวบ้านลุ่มน้ำแม่กวง ค่อยๆ ถูกกัดเซาะจากกิเลสความโลภที่แทรกซึมเข้าไปในชุมชน

พฤติกรรมการบุกรุกทำลายความอุดมสมบูรณ์ของป่าหลากหลายรูปแบบอุบัติขึ้น พร้อมๆกับการกลายพันธุ์ของเกษตรกรรมธรรมชาติ ไปสู่เกษตรกรรมเคมี ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ผืนป่าและแหล่งน้ำ

อิทธิพลมืด ซึ่งมีอานุภาพการทำความพินาศย่อยยับแก่พื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวงอยากยากจะพลิกฟื้นคืนสู่สภาพเดิมได้ถูกสกัดและทำลายลงด้วยพระบุญญาบารมีแห่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงพระราชทานแนวพระราชดำริ ให้ขยายผลการศึกษารูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยฮ่องไคร้มาใช้ใน “โครงการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ที่ได้ทรงจัดตั้งขึ้นในปี 2535

นับแต่นั้นมา โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวง โดยใช้ “ศาสตร์พระราชา” ก็ดำเนินมาและก่อให้การเปลี่ยนแปลงเป็นการฟื้นฟูพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวงด้วยพลังของคนในชุมชนนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ล่วงมาถึงเดือนเมษายน 2560 คณะกรรมการ Forum 21st ภาคเหนือ มีความสนใจในประเด็นการบริหารจัดการพื้นที่ต้นน้ำลำธารและมองหาต้นแบบเพื่อทำการศึกษา เล็งเห็นว่าพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวงมีความเหมาะสม จึงร่วมมือกับนักวิชาการ คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สมาคมภูมินิเวศพัฒนาอย่างยั่งยืน เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่กวง ร่วมกันถอดบทเรียนจากการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำเชิงบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมพัฒนากลไกการขับเคลื่อนขยายผลความสำเร็จจากองค์ความรู้ศาสตร์พระราชา ภูมิปัญญา ภูมิสังคม และเผยแพร่ไปยังพื้นที่อื่นต่อไป

ศาสตร์พระราชา มอบชีวิตใหม่คนลุ่มน้ำแม่กวง “อยู่กับป่าอย่างยั่งยืน”

งานสัมมนา “อยู่กับป่า” การจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำอย่างยั่งยืนตามศาสตร์พระราชา ภูมิปัญญา ภูมิสังคม : กรณีลุ่มน้ำแม่กวง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ที่จัดผ่านพ้นไปเมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้แบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 ส่วนหลักด้วยกัน เริ่มจากการนำผู้เข้าร่วมสัมมนาลงพื้นที่จริง ศึกษาบริบทสภาพแวดล้อมลุ่มน้ำแม่กวง วิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำแม่กวง หลังจากดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ส่วนที่สอง คือการเสวนา Dinner Talk สรุปถึง วัฒนธรรม วิถีคนลุ่มน้ำแม่กวง

ส่วนที่สาม คือการอภิปราย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวทางการพัฒนาพัฒนาประสิทธิภาพและการขับเคลื่อนการจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลและยั่งยืน ซึ่งบทเรียนที่ได้จากสัมมนา “อยู่กับป่า” ทั้งกระบวนการนั่นคือ การค้นหากิจกรรมชุมชนที่มีระบบเหมาะสมกับลักษณะภูมิสังคมชุมชนลุ่มน้ำ

ถอดบทเรียน 4 ส่วนผสมที่ลงตัวของชุมชนคนลุ่มน้ำแม่กวง


 สวนวนเกษตร พ่อบุญยัง สุวรรณมา บ้านป่าบง ต.เทพเสด็จ 

เป็นตัวอย่างของการใช้ประโยชน์ทรัพยากรลุ่มน้ำของชุมชนเพื่อการเกษตร โดยอิงกับระบบนิเวศที่ใกล้เคียงกับระบบนิเวศธรรมชาติให้มากที่สุด ด้วยการจัดการพื้นที่เพื่อปลูกพืชเกษตรผสมผสานในพื้นที่ป่าไม้เมี่ยง เป็นพืชเศรษฐกิจดั้งเดิมที่สัมพันธ์กับวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชนตั้งแต่เก่าก่อน

กาแฟอราบิก้า พืชที่ถูกนำเข้ามาในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2520 โดยโครงการหลวง ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจของคนลุ่มน้ำแม่กวง ทั้งในตำบลป่าเมี่ยงและตำบลเทพเสด็จไปแล้ว

ไม้ผลเมืองหนาวและดอกลิงลาว โดยดอกลิงลาว เป็นพืชท้องถิ่นที่มีประโยชน์ทั้งสามารถนำไปเป็นอาหาร สินค้า และยังมีคุณประโยชน์ช่วยยึดหน้าดินและซับเก็บน้ำลงดิน

เลี้ยงผึ้งโก๋นในบ้าน สวนป่าเมี่ยง และสวนกาแฟ เพื่อนำน้ำผึ้งมาขาย

จากการสำรวจ พบว่าการทำเกษตรแบบผสมผสานนี้ สามารถทำรายได้ให้กับครอบครัวพ่อบุญยังและผู้ที่ทำสวนวนเกษตรแบบนี้ได้ถึง 70,000 – 120,000 บาท / ครัวเรือน / ปี

 สุวรรณ เทโวขัติ เรื่องเล่าความสำเร็จของ วิสาหกิจชุมชน กาแฟเทพเสด็จ 

“กาแฟเทพเสด็จ คือ รสชาติกาแฟที่ไม่เหมือนใครเพราะมีความหอมละมุนของกลิ่นดอกไม้ผสานไปกับกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นด้วย ซึ่งความพิเศษนี้เกิดขึ้นมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรกรชาวเทพเสด็จที่ได้ปลูกต้นกาแฟรวมกับไม้ป่าธรรมชาติและไม้ยืนต้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ต้นก่อ ควบคู่ไปกับการเลี้ยงผึ้งโก๋นที่จะเป็นตัวกลางช่วยผสมเกสรทั้งดอกกาแฟและดอกไม้ป่า ทำให้กาแฟเทพเสด็จมีกลิ่นหอมของดอกไม้ป่า”

 จากเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครนี้ส่งผลให้ กาแฟเทพเสด็จเป็นอีกหนึ่งโมเดลของวิสาหกิจชุมชน ที่เกิดจากการหาส่วนผสมที่ลงตัวของการปลูกพืชที่เหมาะสมกับภูมิสังคม ภูมิประเทศในพื้นที่ ซึ่งผสานกับภูมิปัญญาในการปลูกกาแฟที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ในปัจจุบัน กาแฟเทพเสด็จสามารถสร้างรายได้หลักให้กับชาวชุมชนถึง 10,000 – 20,000 บาท / ไร่ / ปี

 วิถีเมี่ยง วิถีชุมชนบ้านแม่ตอน ตำบลเทพเสด็จ 

แม้ในปัจจุบันจะมีคนทำเมี่ยงน้อยลง ทว่า ที่บ้านแม่ตอน ตำบลเทพเสด็จ ก็ยังคงรักษาวิถีเมี่ยงไว้คู่กับชุมชนแห่งนี้ได้ โดย พ่อศรีทน ขันเป็ง ชาวบ้านแม่ตอน เป็นตัวแทนเล่าถึงวิถีเมี่ยงชุมชนว่า ในปัจจุบัน ชาวชุมชนยังคงทำเมี่ยงหมัก เมี่ยงแปรรูปเป็นใบชาแห้ง และที่ทราบมาเพิ่มเติมคือในชุมชนท่องเที่ยวอย่างบ้านแม่กำปอง ก็มีการนำใบเมี่ยงไปแปรรูปเป็นใบชาแห้ง ใส่ในหมอนดูดกลิ่นใบชา สร้างรายได้ให้ชุมชนด้วย โดยวิถีเมี่ยงนั้นเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการผสมผสานเอาภูมิสังคมในท้องถิ่น การอนุรักษ์วิถีดั้งเดิมของชุมชน มาปรับสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างเห็นภาพ

 โฮมสเตย์แม่กำปอง ต้นแบบท่องเที่ยวเชิงนิเวศกระตุ้นเศรษฐกิจคนลุ่มน้ำ 

เมื่อเอ่ยชื่อ แม่กำปอง ในวันนี้ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เพราะที่แห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่หลงรักกลิ่นอายของบ้านเล็กในป่าใหญ่ ซึ่ง พ่อหลวงธีรเมศ ขจรพัฒนภิรมย์ อดีตพ่อหลวงบ้านแม่กำปอง ผู้ริเริ่มแนวคิดการสร้างโฮมสเตย์แม่กำปอง เล่าว่า หมู่บ้านแม่กำปองมีวิถีความเป็นอยู่ที่ผูกพันกับวิถีเมี่ยง ป่าเมี่ยง มาแต่ดั้งเดิม กอปรกับสภาพพื้นที่อันมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่มีความหลากลายทางธรรมชาติ เช่น น้ำตก พันธุ์พืช แม่น้ำ ขณะเดียวกัน วิถีชุชนยังเกาะเกี่ยวแน่นแฟ้นกับบวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงาม มีวัดชุมชนที่มีความเก่าแก่และสวยงาม ด้วยเหตุนี้ทำให้มองเห็นว่าชุมชนนี่มีศักยภาพพัฒนาเป็นหมูบ้านท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้ จึงขอความร่วมมือจากชาวบ้านในชุมชนร่วมกันขับเคลื่อนโปรเจคโฮมสเตย์นี้ให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2543 จนกระทั่งในปี พ.ศ.2547 ก็ได้รับตราสัญลักษณ์มาตรฐานหมู่บ้านโฮมสเตย์ไทย ในเวลาต่อมา

ขอบคุณภาพจากแฟนเพจ หมู่บ้านโฮมสเตย์แม่กำปอง https://www.facebook.com/BanMaeKaPong

หลากหลายมิติสะท้อนวิธีคิด..วิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำแม่กวงคือบทเรียนที่เป็นรูปธรรมความสำเร็จ ซึ่งยืนยันถึงความจริงอันศักดิ์สิทธิ์แห่ง ศาสตร์พระราชา ของ พระมหากษัตริย์นักพัฒนาที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

แก่นแกนแห่งการพัฒนาที่พระองค์ท่านได้พระราชทานเอาไว้เป็นมรดกแห่งภูมิปัญญาคู่แผ่นดินไทยคือเป้าหมายของการพัฒนา ต้องมุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านพึ่งตนเองได้ โดยมีโครงสร้างสำคัญ คือ การพัฒนาแหล่งน้ำ ที่จะเป็นเงื่อนไขข้อแรกให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ระดับหนึ่ง จากนั้นจึงเป็นการพัฒนาด้านอื่น เพื่อให้ชุมชนพร้อมพร้อมติดต่อกับโลกภายนอกอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งทรงเรียกว่าเป็นขั้นตอนการระเบิดจากข้างใน แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมให้ความรู้ชาวชนบทในเรื่องการทำมาหากิน การเกษตร ด้วยการยกตัวอย่างความสำเร็จควบคู่ไปด้วย

ทั้งหมดนี้จะหลอมรวมเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ทุกชุมชนในประเทศอยู่ร่วมกันกับทรัพยากรท้องถิ่นที่ตนเองมีอยู่ได้อย่างยั่งยืน


เรื่อง : ประอรพิชญ์ คัจฉวัฒนา

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.64/61
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.65/61
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์