ข่าวคดีหวย 30 ล้านระหว่าง “ครูปรีชา ใคร่ครวญ” กับ “ร.ต.ท.จรูญ วิมูล” ได้สร้างสถิติใหม่ยึดครองพื้นที่ข่าวหน้า 1 ถือเป็นโชว์รูมในสื่อสิ่งพิมพ์ทุกฉบับยาวนานถึง 4 เดือน เป็นข่าวใหญ่ในสื่อออนไลน์และทีวีนานพอๆ กัน เบียดข่าวใหญ่ๆ และสำคัญอย่างคดี “เปรมชัยยิงเสือดำทุ่งใหญ่นเรศวร” หรือ “ทุจริตในศูนย์ช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่ง” ตกขอบไปเลย!


หลายคนอาจจะมองว่าสื่อให้ความสำคัญกับข่าวไร้สาระอย่างหวย 30 ล้านมากเกินไป แต่ถ้ามองในมุมกลับหากผู้บริโภคไม่ต้องการบริโภคข่าวสารแบบนี้ สื่อก็ขายไม่ได้ก็คงไม่นำเสนอ

ฉะนั้นสื่อก็เป็นกระจกเงาสะท้อนสังคมเป็นอย่างดี ข่าวที่นำเสนอก็เป็นตัวบอกพฤติกรรมของคนสังคมเช่นเดียวกัน

ข่าวหวย 30 ล้านสะท้อนอะไรหลายๆ อย่างในสังคมไทย นอกจากสื่อจะทุ่มเทเสนอข่าวแล้วทางราชการเองก็ใช้งบประมาณและบุคคลากรไปไม่รู้เท่าไหร่เพื่อคดีนี้คดีเดียว สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้กองบัญชาการตำรวจถึง 2 กอง ตำรวจภูธรภาค 7 กับ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางที่ประสานกำลังกองปราบ

ยิ่งตอนนี้เรื่องเข้าสู่กระบวนการศาลยุติธรรมทั้งศาลอาญาและศาลแพ่ง จะต้องเสียเวลา เสียบุคลากร เสียงบประมาณอีกไม่รู้เท่าไหร่เช่นกัน

ข่าวนี้หากไม่มองเผินๆ แค่เรื่องของคน 2 คนที่แย่งล็อตเตอรี่กันนับว่าสูญเสียอย่างยิ่ง แต่ถ้ามองลึกๆ ปรากฏการณ์ครั้งนี้ ได้สะท้อนและตอกย้ำพฤติกรรมและกระบวนการสอบสวนที่ไม่เป็นธรรมของตำรวจในพื้นที่อย่างล่อนจ้อนเลยทีเดียว จนต้องใช้ตำรวจกองปราบและสอบสวนกลางไปสอบย้อนเกร็ดอีกชั้นหนึ่ง

ข่าวหวย 30 ล้านยังได้สะท้อนให้เห็นถึง “ความโลภ” ของคนที่ไม่ใช่ชาวบ้านทั่วๆ ไปตัวละครหลักๆ ล้วนเป็น “ข้าราชการ” ทั้งครูสอนวิชาศีลธรรมและบิ๊กตำรวจในพื้นที่ และคนในกระบวนการยุติธรรม ที่ร่วมกันสร้างหลักฐานเท็จ ขนาดไม่ใช่ของตัวเองยังปั้นแต่งเรื่อง ทำการเป็นขบวนการ ยังดีที่ ร.ต.ท จรูญ ยังมีลายตำรวจเก่า ถ้าชาวบ้านธรรมดาคงเรียบร้อยไปแล้ว

ขณะที่คนในสังคมต่างก็ถือหางคนที่ตัวเองมี “ความเชื่อ” กองเชียร์ครูปรีชาก็เชื่อว่าครูปรีชาเป็นเจ้าของ กองเชียร์ ร.ต.ท.จรูญ ก็เชื่อว่า ร.ต.ท.จรูญ เป็นเจ้าของหวย ทั้งหลายทั้งปวงเป็นเรื่อง “ความเชื่อล้วนๆ” ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องของ “ความจริง” สะท้อนว่าคนไทยยังใช้ความเชื่อเป็นเครื่องตัดสิน แทนที่จะคิดวิเคราะห์หาเหตุผลหรือตรวจสอบข้อเท็จจริง

ปรากฏการณ์นี้ยังสะท้อนว่า คนไทยไม่ว่าจะหาเช้ากินค่ำหรือข้าราชการระดับสูงล้วนหวังรวยทางลัด หวัง ”ลาภลอย” แทนที่จะคิดรวยด้วย ”ลาภแรง” จากน้ำพักน้ำแรงใช้น้ำอดน้ำทนในการก่อร่างสร้างตัว


พูดถึงถึงเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงนิทาน เรื่อง “ปูสีฟ้า” สะท้อนสังคมไทยได้อย่างแสบๆ คันๆ


นานมาแล้วมีปูสีฟ้าว่ายข้ามน้ำข้ามทะเลไปขึ้นฝั่งที่ “เยอรมัน” เมื่อถึงชายฝั่งก็มีชาวบ้านจับขึ้นมาดู สิ่งแรกที่เขาเห็นคือ “ก้ามปู” ขนาดใหญ่และแข็งแรง พวกเขาเห็นก้ามปูเป็นเหมือน “เครื่องจักรกล” จึงนำจินตนาการมาสร้างเป็น “เครื่องจักร”เยอรมันจึงได้ชื่อว่าเป็นประเทศอุตสาหกรรม เป็นที่ยอมรับทั่วโลก

หลังจากถูกปล่อยลงทะเล ปูสีฟ้าว่ายมาเรื่อยๆ จนถึงชายฝั่งทะเลของ “ฝรั่งเศส” คนฝรั่งเศสเห็นก็ตื่นตาตื่นใจกับความงดงามจากสีสันของปูที่เป็นสีฟ้า ทำให้พวกเขาเกิดจินตนาการถึงแฟชั่น แรงบันดาลใจจากปูสีฟ้า ทำให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านแฟชั่นโด่งดังไปทั่วโลก

จากนั้นปูสีฟ้าก็ว่ายมาขึ้นฝั่งที่ประเทศจีนพอถึงชายฝั่งชาวจีนเห็นเข้ารีบไปจับปูมาโดยเร็ว แว๊บแรกที่คนจีนเห็น คือ ก้ามอันใหญ่โต เนื้อต้องเยอะแน่ๆ เขาปิ๊งนึกถึงอาหารขึ้นมาทันที ก็เลยจับเอาปูสีฟ้ามานึ่งเป็นอาหารบริการลูกค้า ตั้งแต่นั้นมาอาหารจีนก็เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมทั่วโลก

ปูสีฟ้าที่เหลือ ก็ว่ายน้ำมาเรื่อยๆ กระทั่งมาถึงชายหาดของไทย พอชาวบ้านเห็นปูอะไรประหลาด มีสีฟ้าสวยงามทั้งตัว จึงไปตามคนทั้งหมู่บ้านมาดู หลังจากทุกคนดูแล้ว ก็ช่วยกันลงมือขัดกระดองปูกันยกใหญ่จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก 

นี่แหละ สังคมไทยที่กำลังจะก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0… เอวังก็ด้วยประการฉะนี้


ผู้เขียน : ทวี มีเงิน