มีสูตรสำเร็จไม่น้อยที่แนะนำว่าลดความอ้วนอย่างไรให้ได้ผล ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเคล็ดลับปรับเปลี่ยนนิสัยและพฤติกรรมการกิน โดยเทคนิคที่น่าสนใจ ต้องทำง่ายและได้ผลจริง วันนี้เราเลยมีอีกหนึ่งเคล็ดลับการปรับเปลี่ยนนิสัยให้เข้าใกล้เส้นชัยในการลดน้ำหนัก การันตีผลโดยผู้ประสบความสำเร็จด้วยการนำวิธีนี้ไปลดน้ำหนัก ซึ่งสามารถลดน้ำหนักลงมาได้อย่างน้อย 70 ปอนด์ หรือประมาณ 31 กิโลกรัม โดยได้แชร์ให้ฟังด้วยว่าวิธีลดความอ้วนด้วยการปรับเปลี่ยนนิสัยนี้ ไม่เพียงช่วยพวกเธอลดน้ำหนักได้อย่างใจฝันเท่านั้น แต่ยังสร้างเสริมให้ปรับพฤติกรรมการกินใหม่ ทำให้สุขภาพกายใจดีขึ้นอย่างยั่งยืนด้วย

กินคัพเค้กบ้างก็ไม่ผิดกติกา

“เราเป็นมนุษย์ และบางครั้งร่างกายเราก็ต้องการของหวาน” สิ่งที่ Cristina Pappadake-Gomez ผู้ประสบความสำเร็จในการลดความอ้วนได้ถึง 110 ปอนด์ หรือเกือบ 50 กิโลกรัม พูด น่าจะตรงใจหญิงสาวหลายคน ที่แม้จะอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ร่างกายก็ยังโหยหาของหวาน ไม่ว่าจะเป็น เค้ก ฮันนี่โทส หรือเครปรสชาติหวานมันสักอัน “มันไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด ถ้าจะตามใจปากด้วยการกินของหวานที่ชอบในบางโอกาสหลังจากมื้ออาหารสุขภาพสักมื้อ” นี่คือคำแนะนำของคริสติน่า โดยเธออธิบายต่อว่า

“เมื่อคุณกินผักและโปรตีน นั่นคือการที่ร่างกายได้รับส่วนผสมดีๆของอาหารที่มีผลต่อการลดน้ำหนักของคุณแล้ว และกระเพาะของคุณก็ไม่มีที่ว่างเหลือมากนักหรอกสำหรับอาหารประเภทอื่น ซึ่งการกินของหวานต่อจากนั้น ก็เท่ากับการเติมรสชาติให้กับมื้ออาหารนั้น แต่แค่สองสามคำก็พอนะ”

ใช้เพื่อนเป็นตัวช่วย

การไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อน ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่ลดน้ำหนักสักวันแต่อย่างใด เพราะคุณสามารถใช้เพื่อนที่ร่วมโต๊ะอาหารให้เป็นประโยชน์ในการรักษาอุดมการณ์ในการลดน้ำหนักของคุณได้ โดยเทคนิคนี้ Annmarie Mercieri ยืนยันนว่าเธอนำไปใช้และได้ผลจริง ด้วยการสั่งอาหารแบบแชร์กับเพื่อน หรือจะสั่งแบบจานเดี่ยวของตนเองก็ได้ แต่ขอให้เพื่อนช่วยกินอาหารที่ต้องห้ามสำหรับผู้ลดน้ำหนักแทน ซึ่งงานนี้แอนมารีบอกว่าไม่ได้ถือว่าเราไปทำร้ายสุขภาพเพื่อนแต่อย่างใด แค่เป็นการขอความช่วยเหลือจากเพื่อนวิธีหนึ่งเท่านั้น

ชั่งน้ำหนักทุกวัน ไม่ใช่เรื่องที่ดี

“อย่าชั่งน้ำหนักทุกวัน” นี่เป็นกฎเหล็กที่แอนมารีย้ำ พร้อมอธิบายว่า คนส่วนใหญ่มักเสพติดการชั่งน้ำหนักทุกวัน เพื่อหวังจะดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการลดน้ำหนักของตัวเอง ซึ่งนั่นเป็นการกดดันตัวเองเปล่าๆ โดยวิธีที่เธอแนะนำคือการสบตากับเจ้าเครื่องชั่งน้ำหนักนี้เท่าที่จำเป็น ด้วยการชั่งน้ำหนักไว้ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการลดน้ำหนัก จากนั้นเซทเส้นชัย หรือ Goal เล็กๆ ระหว่างทาง เช่น 1 เดือน ลดได้ 5 กิโลกรัม หรือมากกว่านั้นก็ได้ตามกำลังของคุณ เมื่อถึงสิ้นเดือน ก็ค่อยชั่งน้ำหนักสัก 1 ครั้งเพื่อดูว่าภารกิจนั้นสำเร็จหรือไม่ วิธีนี้จะช่วยสร้างกำลังใจตลอดเส้นทางของการลดน้ำหนักอย่างได้ผล

หากใจบอกไม่ชอบ ให้หาสิ่งดีในสิ่งที่ไม่ชอบให้เจอ

หลังจากออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วนด้วยการเดินช้าๆอยู่สักระยะ Cara Lynn Moccia ก็ตัดสินใจที่จะเข้าร่วม HIIT คลาส หรือ High Intensity Interval Training ซึ่งเป็นการออกกำลังกายแบบหนักและเบาสลับกันไปในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่กำหนดไว้ มักเป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ แต่จะเผาผลาญแคลอรีได้มากกว่าการออกกำลังแบบคาร์ดิโอปกติ โดยในช่วงต้นเธอค้นพบว่าเธอไม่ถูกจริตกับการออกกำลังกายแบบบนี้เลย แต่เพื่อสร้างพลังใจในการลดน้ำหนัก เธอเลือกที่จะบอกตัวเองว่าถ้าใจสั่งกายว่า ฉันเกลียดการออกกำลังกายแบบนี้ ในที่สุดตัวเธอก็จะไม่มาออกกำลังกาย ดังนั้นสิ่งที่ควรทำ คือหาแง่มุมดีๆให้เจอจากการออกกำลังกายแบบนี้ ซึ่งเธอก็พบว่า ครูฝึกให้คำแนะนำดีมาก เพื่อนที่เธอพบที่ฟิตเนสก็เป็นมิตรและมีหลายคนที่ต่างมีจุดประสงค์เดียวกัน คือ การลดน้ำหนัก ทำให้เข้าอกเข้าใจกันดี ด้วยปัจจัยทั้งหลายนี้ทำให้ก้าวข้ามผ่านความรู้สึกไม่ชอบในตอนต้นและเดินถึงเส้นชัยในการลดน้ำหนักได้ถึง 53 กิโลกรัมทีเดียว

ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อย่ากดดันตัวเอง

แน่นอนว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน จากคนที่เคยกินอาหารทอด อาหารมันๆ มาทั้งชีวิต ให้มากินอาหารสุขภาพเพื่อลดน้ำหนักนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย Julie Ana Kim เป็นหนึ่งในคนที่ยอมรับในความจริงข้อนี้ ซึ่งเธอบอกว่า เธอเห็นคนหลายคนที่ตั้งใจลดความอ้วนต้องประสบกับความล้มเหลวเพราะพวกเขาเลือกที่จะใช้วิธีการ “หักดิบ” คือเลิกกินอาหารทำลายสุขภาพที่ตนเองชอบ เพื่อลดความอ้วนแบบจริงจัง เธอจึงอยากแชร์ประสบการณ์ว่า ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินแบบฉับพลัน ทว่า ค่อยๆลดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพไปทีละอย่าง แล้วใส่เมนูสุขภาพเข้าไปแทนเรื่อยๆ จนเราคุ้นชินกับอาหารสุขภาพ อย่างตัวจูลี่เองที่เคยชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ดมาก ในวันที่เธอตั้งใจลดความอ้วน เธอก็ค่อยๆลดความถี่ของการเข้าร้านฟาสต์ฟู้ด จาก 2 ครั้ง เป็น 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ และเลิกเข้าไปกินอาหารฟาสต์ฟู้ดได้ในที่สุด ซึ่งกว่าเธอจะปรับพฤติกรรมได้เช่นนี้ ต้องใช้เวลาถึง 1 ปีครึ่ง ซึ่งนั่นก็คุ้มค่าเพราะทำให้เธอสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 32 กิโลกรัม

สร้างสมดุล งาน พักผ่อน และลดน้ำหนัก

บ่อยครั้งที่สาเหตุของความล้มเหลวในการลดน้ำหนักเกิดจากภาระงาน ครอบครัว ที่เป็นอุปสรรคมาขัดขวางไม่ให้การลดน้ำหนักลุล่วงลงได้ แต่ก็ใช่ว่าคุณต้องยอมจำนนเสมอไป Arielle Calderon หญิงสาวผู้ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักได้มากกว่า 45 กิโลกรัม แชร์เทคนิคสร้างสมดุลในการใช้ชีวิตระหว่างลดน้ำหนักของเธอว่า “ฉันสร้างตารางเวลาชีวิตของฉันให้บาลานซ์กัน ระหว่างชีวิตส่วนตัว การไปฟิตเนส และการพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ทั้งสามสิ่ง เป็นสิ่งที่ชีวิตฉันขาดไม่ได้และมีความสำคัญเท่าๆกัน อย่างถ้ามีนัดด่วนในคืนวันอังคาร จากที่เคยกำหนดไว้ให้เป็นเวลาของการไปฟิตเนส ฉันก็จะขยับเวลาเปลี่ยนมาไปฟิตเนสในช่วงเช้าวันพุธแทน โดยต้องตื่นเช้าหน่อยก็แค่นั้น”

ใจแน่วแน่ ชีวิตเริ่ม (ลดน้ำหนัก) ใหม่ได้เสมอ

เชื่อว่าคนลดน้ำหนักทุกคนจะต้องมีบททดสอบมาท้าทายจิตใจแตกต่างกันไป หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยตั้งใจลดความอ้วนแต่ความมุ่งมั่นนั้นพังทลายลงด้วยกิจกรรมสุดสัปดาห์ เผลอกินแบบโนลิมิต ซึ่งนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ความตั้งใจลดน้ำหนักทั้งสัปดาห์ของคุณถูกทำลายไป และเลยไปยังสัปดาห์อื่นๆด้วยแบบไม่ได้ตั้งรับ หยุดวัฏจักรนี้ได้ด้วยการตั้งธงเหมือน Rebecca Grafton ผู้ประสบความสำเร็จลดความอ้วนได้ถึง 45 กิโลกรัมว่า วันจันทร์คือการเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ การลดน้ำหนักเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ อย่าสูญเสียความตั้งใจเพียงเพราะอุปสรรคเล็กๆเท่านั้น


ที่มา : https://www.realsimple.com/health/nutrition-diet/weight-loss/successful-weight-loss-habits?cid=2017006&XID=time-health-hub

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.67/61
Next articleฤาไทยนิยมจะทวนปูติโนมิกส์?
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์