เมื่อเอ่ยชื่อ Tower Records เด็กรุ่นใหม่ยุคนี้ อาจไม่คุ้นหู ทว่า ชื่อนี้สำหรับคนฟังเพลงยุค 80’s – 90’s หมายถึง สวรรค์ของคนฟังเพลง ที่พวกเขาสามารถไปซื้อหาผลงานเพลงของนักร้องคนโปรด แบบครบทุกวง ครบทุกแนว ซึ่งเมื่อย้อนเวลากลับไปในปี 1990 นับเป็นครั้งแรกที่คนฟังเพลงชาวไทยได้สัมผัสกับความฟินเช่นกันกับคนทั้งโลก เมื่อ Tower Records ได้เข้ามาเปิดสาขาในไทย และสาขาที่ใหญ่ที่สุด คือ ที่ Central World และสยาม เซ็นเตอร์ ในปัจจุบัน


มาในวันนี้ Tower Records ในไทยก็ได้ปิดตัวลงไป พร้อมๆกับสาขาอื่นๆในต่างประเทศ หลงเหลือไว้แต่ความทรงจำดีๆที่ Tower Records ซึ่งถ้าใครยังคงอยากไปซึมซับบรรยากาศที่ว่านี้ก็ยังเดินทางไปได้ที่ Tower Records ในประเทศญี่ปุ่น ที่ยังคงเปิดกิจการอยู่ถึงปัจจุบัน และถ้าใครอยากรู้เรื่องราวของธุรกิจเสียงเพลงระดับโลกนี้ อัตชีวประวัติของ Russ Solomon ผู้ก่อตั้ง Tower Records ที่ได้จากโลกนี้ไปเมื่อวันที่  4 มีนาคม ที่ผ่านมา ในวัย 92 ปี สามารถบอกเล่าได้ทั้งหมด


ธุรกิจที่เริ่มแต่ครั้งเยาว์วัย ต่อยอดสู่ธุรกิจระดับโลก

จุดเริ่มต้นของ Tower Records ย้อนกลับไปในปี 1952 เมื่อ รัส อายุได้เพียง 16 ปี และตัดสินใจที่จะเปิดธุรกิจเล็กๆในตึกเดียวกับที่พ่อของเขาเช่าเพื่อเปิดร้านขายยาที่เมืองแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และตึกนั้นชื่อ Tower Theater นี่ล่ะเป็นมาของชื่อ Tower Records แรกเริ่มเดิมที รัส ขายแต่แผ่นเสียง แต่เมื่อเขาเห็นถึงเทรนด์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เขาก็เริ่มนำเสนอช่องทางใหม่ๆในการฟังเพลงให้กับลูกค้าเรื่อยๆ จนกิจการมั่นคงนำสู่การขยายสาขาอีกหลายแห่งตามเมืองใหญ่ในสหรัฐอเมริกา  


เฟื่องฟูถึงขีดสุด ก่อนจะดิ่งลงต่ำอยู่ตรงปากเหว

ในห้วงเวลาที่ Tower Records รุ่งเรืองถึงขีดสุดนั้น มีร้าน Tower Records กระจายอยู่ในทุกเมืองของสหรัฐอเมริกา และอีกหนึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จในการทำธูรกิจของ รัส นั่นคือ การนำพา Tower Records ไปตีตลาดเพลงทางฝั่งเอเชีย โดยในปี 1979 ธุรกิจเสียงเพลงสัญชาติอเมริกันนี้ก็สามารถเปิดร้านสาขาในประเทศญี่ปุ่นได้สำเร็จ กลายเป็นร้านขายซีดี แผ่นเสียง หนังสือ ในใจของชาวญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้ และนับแต่เวลานั้น Tower Records ก็แผ่ขยายอาณาเขตไปเปิดสาขายังอีกหลายประเทศในเอเชีย รวมทั้งไทย และขยายไปยังทวีปอย่างอเมริกาใต้อีกหลายประเทศด้วย ซึ่งตอนนั้น รายได้ประจำปีของ Tower Records พุ่งทะยานไปแตะที่ตัวเลข 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้ทีเดียว

https://www.nytimes.com/2018/03/05/obituaries/russell-solomon-founder-of-tower-records-dies-at-92.html

ทว่า เมื่อการเกิดและแตกดับ เป็นเรื่องธรรมดาโลก การทำธุรกิจก็ไม่ต่างกัน เมื่อในปี 2006 วัฒนธรรมการฟังเพลงเริ่มเปลี่ยนไป ซีดี เทปคาสเซ็ต ไม่อาจต้านทานความรวดเร็วทันใจของเทคโนโลยีการดาวน์โหลดเพลงผ่านอินเทอร์เนต ทำให้ธุรกิจ Tower Records ต้องร่วงดิ่ง ตกลงมาอยู่ที่ปากเหวอย่างน่าใจหาย Russ Solomon ทำทุกวิถีทางเพื่อประคองธุรกิจที่เขาสร้างมันขึ้นมาด้วยมันสมองและสองมือ แต่ที่สุดแล้ว เมื่อมันดำเนินมาจนสุดทางกับหนี้สินที่ต้องแบกรับอยู่กว่า 110 ล้านเหรียญสหรัฐ ทางออกของเขาคือการเริ่มขายร้านสาขาต่างๆไปทีละสาขาเริ่มจากในประเทศสหรัฐอเมริกาและร้านสาขาอื่นในประเทศต่างๆไปเรื่อยๆเพื่อเอาเงินส่วนหนึ่งมาใช้หนี้ที่มีในฐานะผู้ล้มละลาย

ทันทีที่มรสุมทางธุรกิจสงบลง รัส ในวัย 82 ปี ที่ยังคงมีไฟในการทำงานเต็มเปี่ยมก็เริ่มเจรจาทางธุรกิจเพื่อรักษาชื่อของ Tower Records ไว้ให้คงอยู่ จนการเจรจานั้นประสบความสำเร็จที่ประเทศญี่ปุ่น และมีบริษัทเอกชนได้มาร่วมลงทุนกับ รัส สานต่อกิจการ Tower Records ในประเทศญี่ปุ่นต่อมาได้จนถึงปัจจุบัน


Russ Solomon ชื่อนี้ยังอยู่ในใจนักฟังเพลงและคนที่เขารักทุกคน

ในวันที่ชายที่ชื่อ Russ Solomon ไม่อยู่แล้ว แต่เชื่อเหลือเกินว่า ชื่อของเขายังอยู่ในใจของนักฟังเพลง นักร้อง รวมถึงพนักงาน Tower Records ทุกคน

เพราะในภาพยนตร์สารคดีที่นำเสนอเกี่ยวกับอัตชีวประวัติของ Russ Solomon และ ธุรกิจ Tower Records เรื่อง All things must pass บอกเล่าให้รู้ว่าร้านขาย ซีดี แผ่นเสียง เทปคาสเซ็ต และหนังสือ แห่งนี้ ไม่ได้มีความหมายเป็นแค่เพียงร้านค้าร้านหนึ่งเท่านั้น ทว่า สำหรับผู้รักในเสียงเพลงหลายคนต่างพูดตรงกันว่า Tower Records เป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของพวกเขา เพราะที่นี่เป็นทั้งที่นัดพบ ที่พูดคุยสังสรรค์กับคนคอเดียวกัน ซึ่งนักร้องหลายคนก่อนที่จะประสบความสำเร็จ เขาก็เป็นแค่คนฟังเพลงมาก่อน และได้อาศัย Tower Records เป็นรังบ่มเพาะ ให้พวกเขาตกผลึกว่าควรเดินหน้าต่อไปอย่างไรในเส้นทางสู่การเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง

Bruce Springsteen เคยให้สัมภาษณ์ในภาพยนตร์สารคดีเรื่องเดียวกันนี้ว่า เมื่อใดที่เขาเดินทางเข้าเมือง สถานที่ที่เขาต้องไปทุกครั้งนั่นคือ Tower Records ขณะที่ ในภาพยนต์เรื่องเดียวกัน Elton John กล่าวว่า Tower Records สำหรับเขาไม่ใช่แค่ร้านขายซีดีเพลง แต่มันคือเพื่อนแท้

ด้าน พนักงาน ที่เคยร่วมงานกับ รัส ต่างพูดตรงกันว่าเขาเป็นเจ้านายที่เข้าใจพวกเขาที่สุด เข้าใจในความเป็นตัวของตัวเอง ความรักอิสระ และรักในเสียงเพลง ซึ่งไม่ต่างจากตัวเขา ด้วยเหตุนี้รัสจึงไม่เคยกำหนดกฎเรื่องเครื่องแต่งกาย หรือ uniform กับพนักงาน พวกเขาจะแต่งกายอย่างไรก็ได้มาทำงาน แค่ขอให้ทุกคนบริการลูกค้า พูดคุยและตอบคำถามลูกค้าทุกคนให้ได้เหมือนเพื่อนที่พูดคุยกันอย่างถูกคอและสนิทกันมานาน ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้ Tower Records มัดใจลูกค้า ไม่ให้พวกเขาเปลี่ยนใจไปซื้อสินค้าร้านอื่นได้


“NO MUSIC NO LIFE” วลีนี้ยังคงเป็นตัวแทนอุดมการณ์ของธุรกิจที่ Russ Solomon ได้ทิ้งไว้ให้กับโลกใบนี้ เพราะไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน เทคโนโลยีในการฟังเพลงจะล้ำหน้าไปเพียงใด เพลง ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องเยียวยา ชุบ ชโลม จิตใจมนุษย์ ให้แกร่ง เข้มแข็ง เป็นสุขขึ้น เหมือน รัส จะบอกกับทุกคนกลายๆว่า ธุรกิจที่เขารักและศรัทธานี้ จะไม่มีวันตายไปจากโลกใบนี้แน่นอน


ที่มา : https://www.washingtonpost.com/local/obituaries/russ-solomon-tower-records-founder-who-created-a-mecca-for-music-lovers-dies-at-92/2018/03/05/fa0267be-20b4-11e8-86f6-54bfff693d2b_story.html?utm_term=.911dd9fcc2a1