ท่ามกลางโลกธุรกิจที่ผันผวน คนทำงานทุกฝ่ายต้องรีบปรับตัว มิเช่นนั้นหายนะในวิชาชีพอาจมาเยือนคุณโดยไม่รู้ตัว ด้วยตระหนักในความจริงข้อนี้ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงร่วมกับ บริษัท เอออน ฮิววิท ประเทศไทย จัดงานเสวนาให้ความรู้ในโอกาสแถลงข่าวเปิดตัวโครงการค้นหาสุดยอดนายจ้างดีเด่นประจำปี 2561 ในประเด็นน่าสนใจว่า ยุค Disruptive Technology ที่นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเป็นใหญ่และสร้างความได้เปรียบในการทำธุรกิจ ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล หรือ HR ต้องปรับตัวอย่างไร จึงจะสร้างประสิทธิผลดีที่สุดให้กับองค์กรและพนักงานที่ตนดูแลอยู่


โดยในประเด็นนี้ รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข รองผู้อำนวยการ ศศินทร์  รับหน้าที่บอกเล่าให้รู้ในหัวข้อ Disruptive HR Trends@Workplace ในยุคที่ Disruptive Technology มีผลต่อการกำหนดทิศทางการทำงานของฝ่าย HR ในทุกองค์กร มี Disruptive HR Trends 7 ด้าน ที่ฝ่าย HR ควรให้ความใส่ใจในการปรับกลยุทธ์การทำงานโดยนำ 7 เทรนด์นี้ไปเป็นเกณฑ์ในการปฏิวัติการดำเนินงานครั้งนี้


1. The Millennials หรือ Gen Me จะครององค์กร

ภายหลังเปลี่ยนผ่านจากยุค Employer Centric หรือตัวเจ้าของธุรกิจเป็นใหญ่ มาสู่ยุค Employee Centric ที่ พนักงาน เป็นกุญแจดอกสำคัญ นำไปสู่ความสำเร็จในธุรกิจ นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมคนทำงาน HR จึงต้องทำความเข้าใจกับพนักงานทุกกลุ่มที่ตนต้องดูแล ซึ่งจากการคาดการณ์ล่าสุด ก็ทำให้รู้ว่าภายในปี 2025 นี้ ในแต่ละองค์กรจะมีพนักงานในวัย The Millennials หรือ Gen Me มากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายถึงคนที่เกิดระหว่างปี 1980-2000 ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และถือตนเองเป็นศูนย์กลาง โดยตามสถิติในสหรัฐอเมริกาคนกลุ่มนี้มักจะมีการศึกษาค่อนข้างสูง ใช้เทคโนโลยีเก่งและที่สำคัญเปลี่ยนงานบ่อยเสียด้วย


2. เทคโนโลยี นวัตกรรม เป็นใหญ่ในใจพนักงาน

จะผ่านไปกี่ยุค ทุกองค์กรก็ต้องการการมีส่วนร่วมของพนักงาน ซึ่งถ้ายุคนี้ ฝ่าย HR ต้องการผลลัพธ์นี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อมาอำนวยความสะดวกให้พนักงานสามารถเข้าถึงการทำงานที่สมาร์ทมากขึ้น เช่น ปฏิวัติการประชุมที่หากพนักงานติดธุระ ก็ไม่จำเป็น ต้องมาประชุมแบบเห็นหน้าค่าตากันแล้วก็ได้ สามารถประชุมทาง ไลน์ หรือ Social Conference ด้วยโปรแกรมอื่น หากฝ่าย HR องค์กรใด สามารถนำเสนอวิธีการทำงานที่เป็นประโยชน์และสะดวกได้แบบนี้ รับรองว่าจะเป็นหนึ่งในใจพนักงานได้แน่นอน


3. ผลของโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

ผู้หญิงแต่งงานช้าลง คู่สมรสไม่ค่อยมีบุตร คนที่มีอายุมากก็ยังต้องทำงานเพราะมีผู้ใหญ่ที่บ้านต้องดูแล แรงงานหญิงเป็นแรงงานหลักในประเทศ ทั้งหมดนี้จะไม่ใช่ปัญหาส่วนตัวของพนักงานอีกต่อไปเพราะจะกลายมาเป็นปัญหาของฝ่าย HR ด้วย เพราะเมื่อทุกองค์กรต้องการคนมาทำงานให้ ดังนั้น สิ่งที่ต้องคำนึงคือ จะทำอย่างไรที่จะช่วยปลดภาระของคนทำงานเพื่อให้เขาสามารถทุ่มเทให้กับการทำงานได้เต็มที่ที่สุด เช่น ประเด็นเรื่อง Single Mum ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ ทางองค์กรที่มีผู้หญิงทำงานอาจต้องจัดให้มีห้องเลี้ยงเด็กรวมถึงเจ้าหน้าที่ดูแลเด็กเพิ่มขึ้นด้วย


4. ใครๆ ก็ต้องการ Smart Office

การสำรวจล่าสุดเผยออกมาแล้วว่า มีพนักงานกว่า 44 เปอร์เซ็นต์ เรียกร้องให้ออฟฟิศที่เขาอยู่พัฒนาเป็น Smart Office ภายใน 5 ปี ต่อจากนี้ เพราะในปัจจุบันยังมีออฟฟิศน้อยมากที่ยอมลงทุนทำ Smart Office ขณะที่ ในอีก 5 ปีต่อไป ผู้คนอาจไม่ได้ทำงานในออฟฟิศแล้ว เพราะ พื้นที่ หรือ Office Space แพงขึ้นอย่างมาก ปัจจัยนี้เองที่จะมากำหนดการทำงานของฝ่าย HR ด้วยว่าจะพัฒนาระบบขึ้นมารองรับการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้อย่างไรให้ตอบโจทย์การทำงานในยุคดิจิทัล และถูกใจพนักงานไปด้วยในเวลาเดียวกันให้ได้มากที่สุด


5. การทำงานที่ไม่ต้องเจอหน้ากันก็ได้เนื้องานที่มีประสิทธิภาพได้

57 เปอร์เซ็นต์ ของพนักงานทั่วโลก พูดตรงกันว่ายังชื่นชอบการทำงานในแบบที่สามารถสนทนากันได้ตัวต่อตัวมากกว่า แต่นั่นคือคนทำงานส่วนใหญ่ เพราะตอนนี้เทรนด์ในหลายประเทศเริ่มเบนเข็มไปยังการทำงานที่ไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าค่าตาของเพื่อนร่วมงานก็ได้ โดยอาศัยเทคโนโลยี นวัตกรรม แห่งยุคดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารแทน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่องค์กรและฝ่าย HR ต้องเตรีบมตัว ตั้งรับ เทรนด์การทำงานแบบนี้ด้วย


6. Virtual Reality & AI จะเข้ามามีบทบาทในการทำงานเร็วกว่าที่คาด

เร็วๆ นี้ เทคโนโลยี Virtual reality หรือ VR ซึ่งก็คือการจำลองสภาพแวดล้อมจริงเข้าไปให้เสมือนจริง โดยผ่านการรับรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง 4 ของคน และ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ จะเข้ามามีบทบาทในการทำงานของคนยุคนี้อย่างรวดเร็วขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์กันเอาไว้ โดย 46 เปอร์เซ็นต์ของคนทำงานทั่วโลก มองว่า เทคโนโลยีล้ำยุคนี้จะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการทำงานได้ ดังนั้น ในฐานะ HR ขององค์กร ก็จำเป็นต้องศึกษาเทรนด์ของเทคโนโลยีล้ำยุคนี้ไว้ด้วยเพื่อปรับทิศทางการทำงานให้ตอบสนองการพัฒนาศักยภาพของพนักงานในองค์กรอีกทางหนึ่ง


7. เป็นองค์กรใจกว้างที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของพนักงานทุกด้าน

ปิดท้ายด้วย HR Trends ระดับโลกในยุคนี้ ที่ฝ่าย HR และองค์กร ต้องเปิดกว้างให้พนักงานสามารถโฟกัสทั้งกับการพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน ควบคู่ไปกับการมีคุณภาพชีวิตส่วนตัวที่ดี มีโอกาสในการพัฒนาตนเองที่ทัดเทียมกับเพื่อนร่วมงานในบรรยากาศการทำงานที่ยืดหยุ่นและมีความเสมอภาค


บทความน่าสนใจที่เกี่ยวข้อง

Brand Footprint Report 2018 : สรุปแบรนด์ FMCG ที่มีคนช็อปสูงสุดในโลก พร้อมกรณีศึกษา

Comments are closed.