คนเราเกิดมาทุกคนย่อมมีช่วงเวลาที่ดีและไม่ดี เป็นเรื่องปกติของชีวิต ในบางเวลาเราก็เต็มไปด้วยไฟที่ลุกโชนและความบ้าพลังในการทำงาน เป็นเจ้าโปรเจคอยากทำนู่น นี่ นั่น เต็มไปหมด แต่ในบางจังหวะของชีวิตเราทุกคนล้วนต้องเจอกับช่วงเวลาที่เหมือนกับว่ากำลังติดกับดักหรือ หมดไฟ อยู่ๆ เจ้าแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นที่มีก็หายไปแบบไม่บอกกล่าว คิดไม่ออกว่าจะเดินไปทางไหนต่อดี เหมือนนักเดินทางที่ขาดแผนที่ ทำอะไรก็เหมือนย่ำอยู่กับที่หรือบางครั้งเลวร้ายกว่านั้นเพราะเข็มทิศในมือดันหายไปด้วย ชีวิตเหมือนตกหลุมที่ไม่มีทางปีนกลับมาได้ สมองก็ว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออก จนลืมไปว่าเวลาที่เรากำลังเสียไปมันมีค่าแค่ไหนกับชีวิต แต่เชื่อเถอะเรื่องแบบนี้คุณไม่ได้เป็นคนเดียว ทุกคนบนโลกมีช่วงเวลาแบบนี้กันทั้งนั้น วันนี้ผมจึงมาแชร์สิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นตัวช่วยสำหรับเพื่อนๆ ในการจัดการชีวิตเมื่อต้องเจอกับช่วงเวลาที่ว่างเปล่า


เราต้องดิ้นรนออกไปทำงานเพราะต้องหาเงินมาเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอดในสังคมและอีกส่วนหนึ่งก็เพื่อมาใช้จ่ายหรือทำในสิ่งที่เรารัก งั้นถ้าเรากำลังคิดอะไรไม่ออกหรือเคว้งคว้างอยู่ ทำไมเราไม่ลองหันกลับมาทำในสิ่งที่เรารักเพื่อเติมไฟดูซะเลยหล่ะ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องทำงานที่ตัวเองไม่ได้ชอบแต่มันทำให้เรามีสถานะภาพโดยรวมที่ดีขึ้น แต่บางทีภายในตัวกลับส่งสัญญาญบอกว่านี่มันไม่ไช่สิ่งที่หัวใจของคุณต้องการ ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ลองทำในสิ่งที่รักเพื่อเติมในส่วนที่ขาดหายไปด้วย ผมไม่ได้บอกว่าให้คุณกระโดดออกจากงานประจำ แต่ลองหันกลับไปมองและให้เวลากับบางส่วนกับสิ่งที่เรารักมากขึ้น เพราะมันจะช่วยเป็นเชื้อในการเติมไฟในตัวคุณรวมถึงไฟในการทำงานของคุณ ไม่แน่ที่สำคัญอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณเห็นโอกาสใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึง ลองคิดดูมันจะดีแค่ไหนถ้าคุณสามารถทำให้งานอดิเรกที่คุณรักสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับคุณได้ 

Recap : คนที่ประสบความสำเร็จทุกวันนี้แทบไม่มีใครสร้างรายได้ทางเดียวเพราะการหารายได้หลายทางมันทำให้ชีวิตของคุณมีความมั่นคงขึ้นในวันที่เศรษฐกิจกำลังหมุนอย่างรวดเร็วแบบทุกวันนี้ ถ้าคุณมีงานประจำและสามารถหารายได้เสริมจากคุณที่คุณรักมันจะดีขนาดไหน


คุณยังจำความรู้สึกแรกที่คุณเริ่มที่ทำในสิ่งที่คุณทำอยู่ได้มั้ย แผนและจุดมุ่งหมายของคุณคืออะไร คุณลืมไปรึยัง ผมเชื่อว่าตอนนั้นที่คุณกำลังเริ่มต้น มันเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ความตื่นเต้น ความสนุกปนความประหม่าที่มุ่งมั่นและมีพลัง การที่จะเริ่มต้นทำงาน เริ่มโปรเจคหรือการก่อตั้งกิจการที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้ 

มีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกทางเดินเองต้องการทำในสิ่งที่ตัวเองรัก พวกเค้าเริ่มต้นด้วยพลังอันเต็มเปี่ยมแต่พอผ่านไปซักระยะหนึ่งพลังงานกลับกลายเป็นความเคยชินและเฉื่อยชาลงในที่สุด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลและข้ออ้างอะไรกับตัวเอง อย่างเช่น ความจำเจ ความเคยชิน อิ่มตัว เบื่อหน่าย ถ้าคุณกำลังอยู่ในจุดนี้ผมอยากให้คุณตั้งสติและจินตนาการย้อนกลับไปในวันแรกที่คุณเริ่มนึกถึงความรู้สึกเหล่านั้น คิดว่ามันยากแค่ไหนกว่าจะมาถึงจุดนี้ ทบทวนและลองเอาแผนที่เคยคิดไว้มากาง และลองดูว่าคุณกำลังอยู่ตรงไหนของแผนที่คุณเคยวางไว้ แล้ววิเคราะห์อย่างมีสติว่าคุณควรไปต่อหรือหยุดแล้วเริ่มการผจญภัยครั้งใหม่ โดยใช้สมองและสติ ไม่ไช่อารมณ์


บางครั้งการที่เราทำงานหรืออะไรเดิมๆ เป็นเวลายาว มันจะทำให้เรารู้สึกอิ่มตัวและคิดว่ามันเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายไปเองโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าคุณมองให้ดี ในการทำงานมจะมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานหรือโปรเจค ที่เราเคยอยากทำแต่ยังไม่ได้เริ่มทำเพราะคิดว่ายังไม่พร้อมที่ทำ หรือมันเป็นความเสี่ยงต่อเกินไปกับงานเดิมๆ ที่กำลังทำอยู่ ในเวลาแบบนี้คุณต้องกล้าที่จะลงมือเริ่มทำอะไรใหม่ๆ

สมมุติว่าคุณเป็นช่างภาพถ่ายแต่งานแบบเดิมๆ อย่างเช่น งานอีเว้น งานถ่ายผู้บริหาร งานแต่ง  คุณเริ่มอิ่มตัวและคิดว่างานถ่ายภาพมันจำเจ ทำไมไม่มีลูกค้าจ้างคุณให้ทำงานเจ๋งๆ แบบที่คุณอยากทำ หรืองานแนวทดลองเจ๋งๆ ที่เคยดูในอินเทอร์เน็ต นี่แหละคือเวลาที่คุณต้องทำโปรเจคของตัวเอง ลองทำในสิ่งที่คุณอยากทำแต่ไม่เคยได้ทำเพราะไม่มีคนจ้าง คุณต้องเริ่มทำมันเองไม่ไช่เพื่อเงินแต่ทำเพื่อสนองความต้องการและแสดงศักยภาพให้คนเห็นว่าคุณสามารถทำอะไรได้บ้าง แล้วผลงานมันจะโชว์ตัวมันเอง จากนั้นโอกาสที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อนมันจะตามมาเชื่อเถอะ


ในการทำงานและการใช้ชีวิตคนรอบตัวเราก็เหมือนกับลูกเรือที่อยู่บนเรือลำเดียวกัน ถ้าคุณเลือกจะอยู่กับคนพาลก็จะพาไปหาผิด เรือของคุณอาจล่มตั้งแต่ยังไม่ออกจากฝั่ง ถ้าอยู่กับคนขี้เกียจ ขี้บ่น ก็อาจไปได้ครึ่งทาง แต่ถ้าคุณเลือกอยู่กับคนที่ขยัน มุ่งมั่นและมีแรกผลักให้คุณไปข้างหน้า โอกาสในการถึงจุดหมายก็จะมีมากขึ้น และในเวลาที่ท้อถ้าคุณมีคนที่คอยพยุงและเดินไปด้วยกันความเหนื่อยล้าและเบื่อหน่ายก็น่าจะลดลง จุดหมายมันอยู่ที่เดิม แต่การจะไปถึงมันมีหลายวิธี และเพื่อนร่วมทีมคือหนึ่งในส่งที่สำคัญที่สุดว่าจะสามารถทำให้เราไปถึงจุดหมายได้เร็วแค่ไหน หรือถ้าเลือกคบคนผิดอาจจะไม่มีวันไปถึงเลยก็ได้ สู้ๆ!


การเอาแต่หนีปัญหา ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาแต่อย่างใด แต่มันคือการยืดเวลาทรมานของคุณกับปัญหาที่หมักหมมออกไปเท่านั้น การที่คุณจะก้าวไปหน้าได้คุณต้องก้าวข้ามผ่านอดีตเสียก่อน ต้องกล้าเผชิญหน้ากับปัญหาที่มันได้เกินขึ้นมาแล้ว มันอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ปัญหาบางอย่าง บางปัญหาอาจต้องใช้เวลา แต่มันก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะปฏิเสธหรือมองข้ามมัน การสู้กับปัญหาอาจทำให้คุณต้องเจ็บตัว ต้องปวดหัว ต้องทรมาน ต้องผิดใจกับคนรอบข้าง ต้องผืนความรู้สึกของตัวเอง แต่สุดท้ายมันจะบทเรียนที่มีค่าของชีวิตและทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้น ยิ่งมีปัญหามากเท่าไหร่ทุกครั้งที่คุณแก้ไขมันคุณจะเติบโตและได้เรียนรู้สิ่งใหม่ คุณจะกลายเป็นคนที่เข้มแข็ง เข้าใจสัจจธรรม และสามารถรับความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลกใบนี้ได้เป็นอย่างดี วันนึงเมื่อคุณมองย้อนกลับมาคุณจะขอบคุณปัญหาที่เคยเข้ามาให้คุณได้เรียนรู้ในชีวิต