“ไชโย..ไชโย..ไชโย” น่าจะเป็นวลีทองที่ “เจ๊ติ๋ม ทีวีพูล” หรือ ”พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย” กู่ก้องร้องตะโกนออกมาสุดเสียงหลังได้รับทราบคำพิพากษาศาลปกครองกลางเมื่อวันอังคารที่ 13 มีนาคม 2561


คล้อยหลังความยินดีอย่างที่สุดของเจ๊ติ๋ม น่าเชื่อได้ว่าจะมีความยินดีพรั่งพรูออกมาอีกหลายระลอกจากผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล หลังจากต้องทนตกระกำลำบากทุรนทุรายจากการกระทำของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มาอย่างยาวนานนับตั้งแต่วันแรกที่ถูกบังคับให้ต้องออกอากาศ คือวันที่ 1 เมษายน 2557 เป็นต้นมา

ทำไมเจ๊ติ๋ม ต้องยินดีกับคำพิพากษาศาลปกครองกลาง???

ไม่ให้เจ๊แกยินดีได้ไง ในเมื่อแกอุตส่าห์เป็นหน่วยกล้าตาย ที่กล้าแตกหักดับเครื่องชนกับ ความห่วยแตกของกสทช. ด้วยการประกาศงดจ่ายต๋งงวดที่ 2 แก่ กสทช. พร้อมกับ สั่งปิดช่อง แล้วส่งคืนใบอนุญาตรวมทั้งหมด 2 ใบ คือใบอนุญาตช่องข่าว และใบอนุญาตช่องเด็ก แก่ กสทช. โดยไม่แยแสว่า กสทช.จะมีท่าทียังไง

จากนั้นเธอก็เดินหน้าพึ่งพาศาลปกครอง ด้วยการยื่นคำร้องกล่าวหา กสทช.ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามลายลักษณ์อักษรที่ระบุไว้ในสัญญาชี้ชวนเอกชนให้ร่วมประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิตอล เป็นเหตุให้เธอ ซึ่งชนะการประมูลใบอนุญาตจำนวน 2 ใบ เป็นเงิน 1,976 ล้านบาท ต้องได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

หลังจากใช้เวลาต่อสู้กันกว่า 2 ปี ในที่สุดศาลปกครองกลาง ก็มีคำวินิจฉัยให้เธอสามารถคืนใบอนุญาตได้ พร้อมกับสั่งให้กสทช.ต้องส่งมอบหนังสือค้ำประกันธนาคารมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาทที่ยึดเอาไว้ คืนกลับให้เธอ

แล้วไงต่อ?

แน่นอนว่าคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด ทั้งกสทช. และ เจ๊ติ๋ม ต้องสู้กันสุดฤทธิ์ในศาลสุดท้ายคือศาลปกครองสูงสุด

ฝ่าย กสทช.ที่เสียมวยแพ้หมดรูปในศาลปกครองกลาง ย่อมต้องหาทางพลิกเกมกลับมาชนะให้ได้

ฝ่ายเจ๊ติ๋ม ที่ชนะในยกแรก แต่ยังชนะไม่สุด เนื่องจากยังไม่บรรลุเป้าหมายการเรียกร้องค่าเสียหาย 700 ล้านบาท ก็ต้องพยายามสุดฤทธิ์เพื่อรักษาชัยชนะและให้ได้มาซึ่งการเรียกร้องค่าเสียหาย 700 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ “เป็นคุณ” กับเจ๊ติ๋ม จะเป็นบรรทัดฐานให้ผู้ประกอบการดิจิตอลทีวี 5 รายคือไทยรัฐทีวี-ไบร์ททีวี-พีพีทีวี-จีเอ็มเอ็ม-วัน ซึ่งฟ้องเรียกค่าเสียหาย 9,500 ล้านบาทจาก กสทช. มีโอกาสที่จะได้ร้องไชโยตามหลังเจ๊ติ๋ม

ทำนองเดียวกันผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่เหลืออยู่อีก 17 ช่อง ซึ่งประกอบด้วยอัมรินทร์ทีวี-ช่อง 3 จำนวน 3 ช่อง-เนชั่น จำนวน 2 ช่อง-สปริงส์นิวส์-ช่อง 7-นิวส์ทีวี-ทีเอ็นเอ็น-ทรูโฟร์ยู-อสมท. จำนวน 2 ช่อง-วอยซ์ทีวี-เวิร์คพอยต์-อาร์เอสช่อง 8-โมโน ก็ไม่น่าพลาดโอกาสในการใช้ประโยชน์จากคำพิพากษาศาลปกครองกลาง กรณีคดีเจ๊ติ๋ม “คิดบัญชี” เอากับกสทช.

เม็ดเงิน 50,862 ล้านบาท จากการจัดประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิตอล ระหว่างวันที่ 26-27 ธันวาคม 2556 ที่ กสทช.เคยกระหยิ่มยิ้มย่องอวดอ้างเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ ถึงตอนนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นบูมเมอแรง พุ่งทะยานเข้าใส่ กสทช.อย่างจัง

บาปกรรมที่ทำไว้กับทีวีดิจิตอล มาเร็วเคลมเร็วทันอกทันใจและทันตาเห็นอย่างนี้นี่เอง ไม่รู้ว่าโต้โผใหญ่ในกสทช.อย่าง พันเอกนที ศุกลรัตน์ และ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ จะรับมือยังไง?


ผู้เขียน : ศักดิ์ชัย พฤฒิภัค