ใครหลายคนได้รู้จัก สตีเฟน ฮอว์คิง จากภาพยนตร์อัตชีวประวัติที่สร้างจากชีวิตจริงของเขาเรื่อง The Theory of Everything ที่เมื่อดูจบก็เกิดความรู้สึกศรัทธาและชื่นชมกับการใช้ชีวิตและผลงานวิชาการของ นักฟิสิกส์ทฤษฎีและนักจักรวาลวิทยาชาวอังกฤษท่านนี้ตลอดมา


กระทั่ง วันนี้ คนทั้งโลกก็ได้ทราบข่าวร้ายเรื่องการจากไปของบุคคลอัจฉริยะระดับโลกที่เป็นแบบอย่างของการก้าวข้ามผ่านคำว่าพิการ และไม่สนความตายที่ตามไล่หลังเขาจากโรคร้ายที่เขาเป็นอยู่ อุทิศชีวิตให้กับวิชาชีพที่เขาศรัทธา จนได้รับยกย่องให้เป็นนักจักรวาลวิทยาระดับโลก

ด้วยเหตุนี้ เรื่องราวชีวิตทั้งเมื่อตอนเขามีชีวิตอยู่และสิ่งที่เขาทิ้งไว้ในยามที่จากโลกนี้ไปแล้ว จึงควรค่าแก่การนำมาทบทวน


ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร

www.pinterest.com

สตีเฟน ฮอว์คิง เริ่มต้นชีวิตไม่ต่างกับเด็กที่มีพรสวรรค์และมีไอคิวสูงติดตัวมาแต่เกิด เขาเกิดวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2485 ที่เมืองอ๊อกซฟอร์ดไชร์ ประเทศอังกฤษ แม้สถานภาพทางครอบครัวของเขาไม่ได้ร่ำรวย แต่ด้วยพ่อและแม่เห็นความสำคัญของการศึกษา จึงผลักดันให้ลูกเรียนทางสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่แม้ว่าสตีเฟนจะไม่ได้เดินตามรอยเท้าพ่อที่เป็นแพทย์ แต่เขาก็ฉายประกายความอัจฉริยะทางด้านฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์อวกาศ รับปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2505 ต่อมาได้เข้าศึกษาที่ทรินิตีคอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในสาขาจักรวาลวิทยา และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตเมื่อปี พ.ศ. 2509 หลังจากนั้นก็ได้รับการคัดเลือกเป็นนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด

ทว่า ในวัย 21 ปี เขาก็ต้องพบกับอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิต เมื่อตรวจพบว่าร่างกายของเขาเป็นโรคร้าย amyotrophic lateral sclerosis (ALS) ซึ่งจะมีอาการผิดปกติของระบบประสาทโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่งผลกับประสาทสั่งการ คือ เส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นจะอ่อนแอลงจนเกือบเป็นอัมพาต


www.wftv.com

ทุกบททดสอบคือโอกาสก้าวต่อในสิ่งที่รักและศรัทธา

จากเวลานั้น สตีเฟน ฮอว์คิง ก็ต่อสู้กับโรคร้ายนี้มาทั้งชีวิต ซึ่งถ้ามองว่านี่คือหายนะที่นำพาเขาไปสู่จุดสิ้นสุดของชีวิตก็ดูมีความเป็นไปได้สูง หากแต่สิ่งที่ผู้ชายคนนี้ทำคือการเดินหน้าทำสิ่งที่เขารักและศรัทธา เผชิญหน้ากับทุกความเจ็บปวด จนกระทั่งสร้างงานชิ้นโบว์แดง ค้นพบทฤษฎีเกี่ยวกับจักรวาลวิทยามากมาย หนึ่งในนั้น คือ งานวิจัยเรื่องหลุมดำ ที่สามารถปลดล็อคความสงสัยให้คนทั่วโลกได้อย่างกระจ่างที่สุดในประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่ง

www.nasa.gov

นอกจากนั้น สตีเฟน ฮอว์กิง ยังนำเสนอแนวคิดที่ว่า มีความเป็นไปได้ที่นักฟิสิกส์จะพัฒนาทฤษฎีที่จะรวมเอาแรงทั้ง 4 ของธรรมชาติเข้าด้วยกัน นั่นคือ แรงโน้มถ่วง, แรงแม่เหล็กไฟฟ้า, แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน และแรงนิวเคลียร์แบบเข้ม อันจะนำไปสู่ ทฤษฎีสรรพสิ่ง (Theory of Everything) ซึ่งถูกนำมาเป็นชื่อภาพยนตร์ที่ทำให้ เอดดี เรดเมน ผู้สวมบทบาทตัวเขา ได้รับออสการ์จากบทบาทนี้

และอีกหนึ่งผลงานที่ทำให้ทุกคนไม่อาจลืมชื่อนักจักรวาลวิทยาคนนี้ไปได้ คือ ผลงานหนังสือ 2 เล่ม ที่หลายคนใช้เปิดจักระทำความรู้จักและเรียนรู้จักรวาล ด้วยการอภิปรายทฤษฎีจักรวาลวิทยาโดยรวมของสตีเฟ่น ฮอว์คิง เรื่องแรก คือ หนังสือที่ชื่อว่า ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History of Time) และเล่มที่สอง คือ จักรวาลในเปลือกนัท (The Universe in a Nutshell) ที่ทำลายสถิติอยู่ในรายการหนังสือขายดีที่สุดของบริติชซันเดย์ไทมส์นานถึง 237 สัปดาห์


dazeinfo.com

ปรัชญาชีวิต ฉบับ สตีเฟน ฮอว์คิง

นอกจากองค์ความรู้เรื่องฟิสิกส์ จักรวาลวิทยา ที่สตีเฟน ฮอว์คิง ได้ฝากไว้ หลายคนยังคงจดจำปรัชญาในการใช้ชีวิตของเขาไว้เป็นกำลังใจเพื่อปรับใช้ในเวลาที่รู้สึกรันทดท้อในการใช้ชีวิต อาทิ



“I’m not afraid of death, but I’m not in hurry to die. I have so much I want to do first.”

“ผมอยู่แบบรู้ตัวว่าจะมีโอกาสเสียชีวิตได้มาตลอด ผมถึงไม่กลัวความตาย และก็ไม่รีบที่จะตาย เพราะมีสิ่งที่อยากทำอีกมาก”



“So next time someone complains that you have made a mistake, tell him that may be a good thing. Because without imperfection, neither you nor I would exist.”

“ถ้าใครมาตัดสินและต่อว่าคุณว่าคุณได้ทำผิด ตอบกลับเขาไปเลยว่าสิ่งนั้นอาจไม่ใช่ความผิดพลาดแต่อาจเป็นสิ่งดีก็ได้ เพราะถ้าปราศจากความผิดพลาดนี้ ทั้งฉันและเธออาจไม่มีตัวตนในสายตาใครเลยก็ได้”

www.biography.com

ในวันนี้ ชีวิตของอัจฉริยะท่านนี้ได้กลับสู่จักรวาลที่เขาหลงใหลแล้ว เหลือไว้แต่ชื่อ ที่ยังคงอยู่ในใจของคนทั่วโลก


ที่มา : https://edition.cnn.com/2018/03/14/health/stephen-hawking-dead/index.html

ภาพประกอบจาก www.thevintagenews.com