คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ณ เพลานี้ กำลังเผชิญวิบากกรรมบาปเคราะห์สาหัสสากรรจ์


บาปเคราะห์อันดับแรกที่ กสทช. ต้องสู้ฟัดแบบหลังกระแทกฝาตอนนี้ คือการได้รับเกียรติอย่างสูงในการ ”รุมกินโต๊ะ” จากผู้ประกอบการดิจิตอลทีวี ซึ่งได้รับใบอนุญาตไปจาก กสทช. ที่เกือบทุกรายประสบภาวะขาดทุนยับเยิน อันเนื่องมาจาก ”ความห่วยแตก” และพฤติกรรม ”ปัดสวะ” ปราศจากสำนึกรับผิดชอบของ กสทช.

แรกเริ่มเดิมที กสทช.โอ้โลมปฏิโลมกระตุกต่อมอยากของใครต่อใคร ให้เข้ามาร่วมประมูลใบอนุญาต 4 ประเภท 24 ใบ ภายใต้สูตร 7 ช่องเอชดี-7 ช่องเอสดี-7 ช่องข่าว-3 ช่องเด็ก โดยอวดสรรพคุณจะรณรงค์ให้ชาวบ้านรับชมทีวีดิจิตอลให้ได้อย่างทั่วถึงทั้งประเทศ ด้วยการผลักดันผู้ให้บริการโครงข่ายที่มีอยู่ด้วยกัน 4 รายคือไทยพีบีเอส-อสมท.-ช่อง 5 –ช่อง 11 ดำเนินการแพร่ภาพออกอากาศให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศในระยะเวลาอันรวดเร็ว

พอผู้ประกอบการหลวมตัวเชื่อตามคำบอกกล่าวและลายลักษณ์อักษรของ กสทช.แล้วพากันพุ่งหลาวประจัญบานกันด้วยอำนาจเงินตรา เพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาต ที่จบลงด้วยตัวเลข 50,862 ล้านบาท ความจริงกับคำบอกกล่าวและลายลักษณ์อักษรชี้ชวน กลับย้อนศรสวนทิศกันอย่างแรง

รัศมีการแพร่ภาพออกอากาศสัญญาณดิจิตอล โดยผู้ให้บริการโครงข่ายในระยะ 1 ขวบปีแรกของการออกอากาศ เป็นไปอย่างพิกลพิการกระท่อนกระแท่น ขณะเดียวกันการรับชมของชาวบ้านก็แสนจะกะปริดกะปรอย ด้วยเหตุที่มาตรการรณรงค์แจกฟรีคูปองมูลค่า 690 บาท เพื่อแลกรับกล่องทีวีดิจิตอล ให้แก่ประชาชนจำนวน 22.9 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศล้มเหลวไม่เป็นท่า

จนป่านนี้ กสทช.ไม่เคยรายงานตัวเลขความสูญเสียจากมาตรการที่ล้มเหลวว่ามีจำนวนมากมายก่ายกองขนาดไหน จากกรอบวงเงินที่ตั้งเอาไว้ 16,165.265 ล้านบาท ทั้งที่ล่วงเลยมาแล้วถึง 3 ปี ซึ่งสมควรที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) น่าจะได้เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด เพื่อจะได้รู้ดำรู้แดงว่าเม็ดเงินเฉียด 2 หมื่นล้านบาทมันหายหกตกหล่นไปทางไหน…ไปเข้าพกเข้าห่อใครกันมั่ง

ภายใต้ความซังกะบ๊วยห่วยแตกของ กสทช. ในการบริหารจัดการการให้บริการโครงข่ายการแพร่ภาพออกอากาศ และความครอบคลุมทั่วถึงในการรับสัญญาณทีวีดิจิตอลของชาวบ้านแต่ กสทช.กลับบังคับให้ผู้รับใบอนุญาตทุกรายต้องเริ่มนับหนึ่งการแพร่ภาพออกอากาศให้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2557 เป็นต้นไป

“คำสั่ง” จาก กสทช.ว่าด้วยการออกอากาศตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2557  ซึ่งทอดเวลาหลังการประมูลใบอนุญาตวันที่ 26-27 ธันวาคม 2556 เพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น นับว่าเป็นช่วงเวลาที่แสนจำกัดจำเขี่ยสำหรับการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ที่มีคุณภาพ แต่ผู้ประกอบการเหมือนตกกระไดพลอยโจนไปแล้ว จึงได้แต่ ”หวานอมขมกลืน”….ออกอากาศวันที่ 1 เมษายน ก็ 1 เมษายน

ภาวะจำยอมของผู้ประกอบการที่ต้องออกอากาศตามสั่งของ กสทช. ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายสารพัดจิปาถะทันที โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าเดือนละ 50-60 ล้านบาท  ทั้งที่โอกาสแสวงหารายได้มาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายสุดแสนจะอ้างว้างวังเวง…


แค่ประเดิมเริ่มต้นผู้ประกอบการดิจิตอลทีวี ก็ต้องตรอมตรมขมขื่นกับการขาดทุน ตั้งแต่วินาทีแรกของการออกอากาศ !!!


ภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการไม่พึงต้องแบกรับ แต่ถูกยัดเยียดให้ต้องแบกรับหลังแอ่นคือค่าบริการแพร่ภาพออกอากาศ เฉลี่ยเดือนละ 3-5 ล้านบาท บวกกับค่าบริการช่องสัญญาณดาวเทียมตามใบสั่ง ”มัตแครี่” ของ กสทช.อีกเดือนละ 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าในหมู่ผู้ประกอบการดิจิตอลทีวี


ปรากฏการณ์ลงแขกของผู้ประกอบการดิจิตอลทีวี ที่จะพร้อมใจกัน ”รุมกินโต๊ะ” กสทช.จึงเป็นปรากฏการณ์ไม่เหนือความคาดหมาย !


ลำพังเจอกับบาปเคราะห์อันเนื่องมาจากผู้ประกอบการดิจิตอลทีวี ก็ทำเอา กสทช.สะบักสะบอมแล้ว แต่ในห้วงเวลาเดียวกันนี้ กสทช.กำลังจะต้องเจอกับบาปเคราะห์ขนาดมโหฬารไม่แพ้กัน….นั่นคือความน่าสงสัยอย่างยิ่งในความไม่โปร่งใส…ไร้ธรรมาภิบาล…และบิดเบี้ยวไปจากคำประกาศ ในการสรรหากรรมการ กสทช. ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560  ซึ่งตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 134 ตอนพิเศษ 276 ง. หน้า 63 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560

สาระสำคัญของคำประกาศ ระบุกำหนดคุณสมบัติบุคคลที่จะได้รับคัดเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการ กสทช.ชุดใหม่ จำนวน 7 คน ครอบคลุม 7 ด้าน โดยเน้นย้ำถึง

”ความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง” ในการปฏิบัติหน้าที่แต่ละด้าน และ ”ต้องมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช.ในด้านที่สมัคร” เอาไว้ชัดเจน  

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้สมัครรับการคัดเลือกเป็น กรรมการ กสทช.ในบางด้านคือด้านกิจการกระจายเสียง-กิจการโทรทัศน์-กิจการโทรคมนาคม-คุ้มครองผู้บริโภค ต้องเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี

น่าสังเกตว่าบุคคลที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาฯ จำนวน 14 รายชื่อ จากผู้เสนอตัวรับการคัดเลือก 86 รายชื่อ ล้วนมีข้อเคลือบแคลงชวนสงสัยอย่างยิ่ง ทั้งประเด็นความสม่ำเสมอและต่อเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ และประเด็นเรื่องผลงานเป็นที่ประจักษ์ที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช.ในด้านที่สมัคร

แสบสันหนักไปกว่านั้นนั่นก็คือมีเสียงซุบซิบเซ็งแซ่ทำนองว่า 7 กรรมการ กสทช.ชุดใหม่ถูกล็อคสเปคไว้เรียบร้อยโรงเรียนริชาร์ดมิลล์ไปแล้ว โดยมี ”ต๋ง” จากการประมูลคลื่นความถี่มูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาทที่จะเกิดขึ้นในสมัย กสทช.ชุดใหม่ เป็นเดิมพันก้อนใหญ่….โอมมะลึกกึ๊กกึ๋ยๆๆๆๆๆๆๆ


ผู้เขียน : ศักดิ์ชัย พฤฒิภัค