บ้างก็ว่า AI จะมาแย่งงานมนุษย์ บ้างก็ว่าโครงสร้างการทำธุรกิจจะต้องเปลี่ยนไปเพราะ AI มีวิวัฒนาการที่ก้าวล้ำและซับซ้อนมากขึ้น แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เมื่อเราหลีกหนีกระแสเทคโนโลยีอัจฉริยะนี้ไม่ได้ สิ่งที่ทุกธุรกิจทำได้ คือการอยู่กับมันอย่างรู้ทัน ควบคู่ไปกับการปรับตัวเพื่อตั้งรับและใช้ประโยชน์จาก AI อย่างเหมาะสม
ด้วยตระหนักในความจริงข้อนี้ ล่าสุด PwC ได้นำเสนอรายงาน 2018 : AI predictions: 8 insights to shape business strategy ซึ่งเป็นคำทำนาย 8 เรื่องที่ปรากฎการณ์ AI จะบันดาลให้เกิดขึ้นในปี 2561 นี้ ประกอบไปด้วย
AI จะส่งผลกระทบต่อการทำงานมากกว่าเข้ามาแย่งงาน
แม้ว่าเอไอจะยังไม่เข้ามาแย่งงานมนุษย์อย่างเต็มรูปแบบในเวลานี้ แต่เอไอจะถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีแนวโน้มว่าแรงงานมนุษย์และเครื่องจักรจะทำงานไปในทิศทางที่ส่งเสริมกันในเชิงบวกมากขึ้น สอดคล้องกับรายงาน PwC Consumer Intelligence Series: Bot.Me, 2017 ที่ชี้ว่า 67% ของผู้บริหารกว่า 500 รายที่ทำการสำรวจเชื่อว่า เอไอจะช่วยให้มนุษย์และเครื่องจักรสามารถทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นคือ บรรดานายจ้างและภาคธุรกิจจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเพิ่มทักษะแรงงาน เสริมสร้างทัศนคติของพนักงานในการทำงานร่วมกับเอไอ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลอื่นๆ เข้ามาใช้
AI ถูกนำมาใช้งานในหลายอุตสาหกรรมแล้ว
ในปี 2561 เอไอจะยิ่งถูกนำมาใช้จัดการระบบงานที่ซ้ำซ้อน ให้ข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจของมนุษย์ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกลุ่มธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม โดยจะเห็นได้ว่ามูลค่าที่แท้จริงของเอไออยู่ที่การเข้ามาลดภาระการทำงานของแรงงานมนุษย์ และเปิดโอกาสให้แรงงานเหล่านั้นได้มีเวลาไปทำงานในเชิงคิดวิเคราะห์มากขึ้น โดยรูปแบบของระบบเอไอประเภทนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ขณะที่ 3 อุตสาหกรรมหลักที่มีการใช้งานเอไอในรูปแบบนี้มากที่สุดได้แก่ อุตสาหกรรมดูแลสุขภาพ อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน อย่างไรก็ดี แม้ว่าองค์กรจะสามารถวัดผลตอบแทนจากการลงทุนของเอไอผ่านรายได้ที่เพิ่มขึ้นหรือต้นทุนที่ลดลง แต่ความคุ้มค่าของเอไอส่วนใหญ่ เกิดจากประโยชน์ทางอ้อมทั้งหมดที่กล่าวไป ไม่ว่าจะเป็นการช่วยลดภาระงานซ้ำๆ การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการคาดการณ์ หรือช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ
AI จะช่วยตอบโจทย์การจัดการบิ๊กดาต้า
ปัจจุบันหลายองค์กรยังอาจไม่เห็นผลตอบแทนจากการลงทุนในบิ๊กดาต้า เพราะพวกเขาไม่สามารถดึงข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่เอไอจะสามารถช่วยพวกเขาแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ทั้งการวิเคราะห์และจัดการฐานข้อมูล รวมไปถึงให้คำแนะนำลูกค้า ซึ่งองค์กรอาจเริ่มต้นจากการนำเอไอมาใช้แก้ปัญหาทางธุรกิจในเรื่องเฉพาะมากกว่านำมาจัดการข้อมูลโดยทั่วไป และต้องทบทวนกลยุทธ์ด้านดาต้าใหม่ โดยกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่า จะนำเอไอเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานตรงจุดไหน และต้องการใช้ระบบดึงและแปลงข้อมูลอัตโนมัติไปเพื่ออะไร
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน AI จะเป็นที่ต้องการของตลาด
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ปีนี้เอไอจะเข้ามาทำงานร่วมกับมนุษย์มากขึ้น ดังนั้น องค์กรจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเอไอ ที่เข้าใจพื้นฐานของวิทยาศาตร์ข้อมูล การอ่านข้อมูล หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ต้องเข้าใจพื้นฐานวิธีการคิดของเอไอ โดยบุคคลเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ หรือ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เสมอไป ในส่วนขององค์กร ผู้บริหารต้องเพิ่มทักษะแรงงานทั้งพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ข้อมูลและการเรียนรู้วิธีการคิดของเอไอให้กับพนักงาน เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถทำงานร่วมกับเอไอได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
อาชญากรรมไซเบอร์จาก AI จะเพิ่มมากขึ้น
แต่ก็จะมาพร้อมทั้งมาตรการหาทางป้องกัน ยิ่งวิวัฒนาการของเอไอก้าวล้ำมากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์จะเพิ่มขึ้นก็มีมากเท่านั้น เพราะอย่าลืมว่าเอไอมีความสามารถในการเรียนรู้ของเครื่องจักรกลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเหนือกว่ามนุษย์ อีกทั้งยังสามารถค้นหา เชื่อมโยงข้อมูลผ่านเครือข่ายและหาช่องโหว่เพื่อจู่โจมผู้ตกเป็นเหยื่อได้ ดังนั้น องค์กรจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการในการป้องกันและรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นของการใช้เอไอด้วย
กรอบการใช้ AI ที่โปร่งใส จะเป็นที่ต้องการของตลาด
ในระยะต่อไปความต้องการของการใช้เอไอที่ผู้บริโภคสามารถเข้าใจกระบวนการคิดและความสามารถที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจที่พิสูจน์ได้จะมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยเราคาดว่า ผู้ให้บริการโซลูชันส์เอไอจะได้รับแรงกดดันให้ต้องเปิดเผยกระบวนการคิดของเอไอที่เปรียบเสมือนเป็น “กล่องดำ” ของกระบวนการทำงานภายใน เพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้เอไอ สร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นกับผู้ใช้ และให้มั่นใจได้ว่า กระบวนการตัดสินใจของเอไอจะเป็นไปบนพื้นฐานของความถูกต้อง
กระแสเงินลงทุน AI จะเพิ่มขึ้นทั่วโลก
ข้อมูลจากรายงาน Global Artificial Intelligence Study 2017 ของ PwC คาดการณ์ว่า เอไอจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับจีดีพีโลกได้สูงถึง 15.7 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2573 โดยประเทศชั้นนำอย่าง สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา เยอรมนี ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้นำในการลงทุนและพัฒนา การกำกับดูแล และพัฒนาบุคลากรด้านเอไออยู่ในเวลานี้ ในส่วนประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของเอเชีย อย่าง สาธารณรัฐประชาชนจีน ยังได้มีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเอไอ พร้อมกับการตั้งเป้าจะเป็นผู้นำโลกด้านเอไอในอีก 12 ปีข้างหน้า โดยรายงานฉบับข้างต้น3 ยังได้คาดอีกว่า ในปี 2573 ตลาดเอไอของจีนจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้จีดีพีโลกสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าในระยะต่อไป นานาประเทศจะเริ่มมีกลยุทธ์ด้านเอไอเพื่อใช้ในธุรกิจมากขึ้นเช่นกัน นอกเหนือไปจาก ความร่วมมือกันขององค์กรระหว่างประเทศเพื่อศึกษาและวิจัยเอไอ
การใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบจะเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน
การใช้งานเอไอที่เริ่มแพร่หลายก่อให้เกิดความกังวลในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการถูกล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัว ความอคติของอัลกอริทึม ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภัยคุกคามต่อแบรนด์ และผลการดำเนินงาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตระหนักถึงการใช้งานเอไออย่างมีความรับผิดชอบ เริ่มตั้งแต่การออกแบบ การทดสอบ การใช้งาน การติดตามผล การส่งเสริมให้มีการฝึกอบรม การป้องกัน และการกำหนดเครื่องมือและมาตรฐานของการใช้เอไอ เพื่อลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจและสังคมโดยรวม ซึ่งต่อไปองค์กรต่างๆ จะมีการจัดตั้งทีมในการตรวจสอบกระบวนการเพื่อตรวจหาข้อมูลที่มีอคติ รวมทั้งติดตามอัลกอริทึมของเอไออย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ เราจะเห็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และภาครัฐกับประชาชน เพื่อให้เกิดการใช้งานเอไออย่างมีสำนึกรับผิดชอบ รวมทั้งจะเห็นรูปแบบของการจัดตั้งหน่วยกำกับดูแลตนเองระหว่างภาคธุรกิจด้วยกันเพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้นวัตกรรมอย่างมีจริยธรรมด้วย
ที่มา : https://www.pwc.com/th/en/pwc-thailand-blogs/blog-20180228.html










