ปรากฏการณ์ ”แอบกินตับเฟซบุ๊ก” ของค่าย Cambridge Analytica (CA) ในสังกัด Strategic Communications Laboratories (SCL) ที่ดูดข้อมูลส่วนบุคคล 50 ล้านรายไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนปฏิบัติการรณรงค์หาเสียงให้แก่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปี 2559 ซึ่งถูกสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก 4 แห่งคือนิวยอร์คไทม์-ดิออฟเซิร์ฟเวอร์-เดอะการ์เดี้ยน–วอลล์สตรีทเจอนัล ตีแผ่เปิดโปงในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบกระเทือนแสนสาหัสแก่ความมั่งคั่งของค่ายเฟซบุ๊ก ทำให้มูลค่าหุ้นของเฟซบุ๊กร่วงระเนระนาดไปแล้วกว่า 10% ระหว่างวันที่ 19-23 มีนาคม คิดเป็นมูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 62,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.86 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของงบประมาณแผ่นดินประเทศไทยในปัจจุบัน
“thisisyourdigitallife” เชื้อร้ายคุกคามเฟซบุ๊ก
ความสง่างามของเฟซบุ๊คกลับกลายเป็นความอัปลักษณ์ด้วยภัยเงียบของแอพพลิเคชั่นที่ชื่อ thisisyourdigitallife ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดย AleksandrKogan ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่เป็นหนึ่งในทีมพระกาฬของ CA
กระบวนการทำงานล้วงตับข้อมูลส่วนบุคคลจากบัญชีเฟซบุ๊ก ของ thisisyourdigitallife ง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วย เพียงแค่ log in เข้าไปในเฟซบุ๊ก ก็สามารถดูดข้อมูลมหาศาลตามที่ต้องการออกมาได้อย่างสะดวกสบาย
ขีดความสามารถของ thisisyourdigitallife ไม่ได้หยุดเพียงแค่การ ”กินตับ” เฟซบุ๊กเท่านั้น แต่ยังสามารถสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อสะท้อนพฤติกรรม-ทัศนคติของแต่ละบุคคลหรือกลุ่มบุคคลสำหรับนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในทางการเมือง-การตลาดและอีกมากมายเหลือคณานัปตามที่ต้องการ

สำหรับกรณีอื้อฉาวที่กำลังกระฉ่อนไปทั่วโลกตอนนี้ เกิดจากการนำข้อมูลส่วนบุคคล 50 ล้านราย ที่ใช้แอพพลิเคชั่น thisisyourdigitallife เป็นเครื่องมือแอบดูดมาจากบัญชีเฟซบุ๊ก ไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนรณรงค์หาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีให้แก่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปี 2559 แลกกับค่าจ้าง 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และประสบความสำเร็จในการอุ้มโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าสู่ทำเนียบขาวได้อย่างงดงาม
กระบวนการสร้างความสำเร็จที่ CA นำมาใช้เพื่อการพิชิตชัยชนะในสนามเลือกตั้ง คือการนำชุดข้อมูลส่วนบุคคล ที่เก็บรวบรวมมาจากหลากหลายช่องทาง ไปจัดระเบียบจำแนกออกเป็นกลุ่มเป้าหมายย่อย (micro target) ตามลักษณะพฤติกรรมร่วม-ความสัมพันธ์-ทัศนคติ-รสนิยม แล้วออกแบบเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน
ขั้นตอนต่อจากการจัดระเบียบข้อมูลบุคคล กำหนดกลุ่มเป้าหมายย่อยชัดเจน คือการสร้างชุดข้อมูลเพื่อการสื่อสารให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายย่อย แล้วเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไปยังกลุ่มเป้าหมายย่อยแต่ละกลุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อหวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม-ทัศนคติ-ความคิดเห็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อเป้าหมายทางการเมืองตามที่ต้องการ

ทำไมต้อง CA
เหตุที่ CA ได้รับความไว้วางใจจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ให้รับผิดชอบปฏิบัติภารกิจสำคัญโดยมีตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเป็นเดิมพัน มีเบื้องลึกผูกพันแนบแน่นอยู่กับ ”คอนเน็คชั่น” ที่เชื่อมโยงกันเป็นดุจใยแมงมุม โดยมี Robert Mercer และ Steve Bannon เป็นแกนกลาง

Robert Mercer วัย 72 ปี ในฐานะนายทุนสนับสนุนเงินกว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่การรณรงค์หาเสียงให้ทรัมป์ และยังเป็นนายทุนอุดหนุนสำนักข่าวออนไลน์ Breitbart News ซึ่งมีความสนิทแนบแน่นอยู่กับ Steve Bannon ที่เป็นทั้งบรรณาธิการใหญ่ของสำนักข่าว Breitbart News ควบคู่กับความเป็นหุ้นส่วนร่วมก่อตั้ง CA คือสองแรงแข็งขันที่โน้มน้าวทรัมป์ ให้มอบความไว้วางใจแก่ CA ในการทำหน้าที่รับผิดชอบภารกิจสำคัญนี้ ก่อนที่ Steve Bannon จะผันตัวเองไปเป็น หัวหน้าคณะรณรงค์หาเสียงให้แก่ทรัมป์ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่น่าจะทำให้ CA คือ ”อาวุธลับ” สำหรับ ทรัมป์ ในการกำชัยชัยชนะการเลือกตั้ง ซึ่ง ทรัมป์ ไม่อาจปฏิเสธได้ นอกเหนือจากความทรงอิทธิพลทั้งทางการเมืองและการเงินของ Robert Mercer ที่ วอชิงตันโพสต์ ยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในการเมืองอเมริกา ซึ่งเป็นนายทุนใหญ่ของ CA เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันแนบแน่นกับเครือข่ายโยงใยของ Robert Mercer ทั้งทางธุรกิจและทางการเมือง รวมทั้งทางวิชาการ ที่มีอยู่ยั้วเยี้ย

Robert Mercer ถือเป็นเสมือน ”ซานตาคลอส” ทางการเมือง ที่สังคมการเมืองในอเมริกา ต่างรู้ดีถึง ”ความใจป้ำ” ระดับ ”ป๋า” ซึ่งหว่านเงินแก่ทั้งนักการเมือง-กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองสารพัดในหลายต่อหลายมลรัฐ อีกทั้งยังสถาปนา “Mercer Family Foundation” ขึ้นมาเป็นกลไก ”โปรยทาน” เกื้อหนุนจุนเจือ ”น้ำเลี้ยง” แก่นักการเมืองและกลุ่มเคลื่อนไหวการเมือง
ขิงแก่อย่าง Robert Mercer ที่มีพื้นฐานความรู้ด้าน คณิตศาสตร์ฟิสิกส์ และ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ขั้นเทพ อีกทั้งยังเป็นบุคคลระดับนำในการบุกเบิกการพัฒนา ”ปัญญาประดิษฐ์” หรือ Artificial Intelligence-AI มาตั้งแต่เมื่อกว่า 50 ปีก่อน ชักนำให้ได้เข้าไปมีสัมพันธ์อันดีกับบริษัท เรเนซองส์เทคโนโลยี (Renaissance Technologies) ซึ่งรับผิดชอบดูแลผลประโยชน์การลงทุนของกองทุนเก็งกำไร หรือ ”Hedge Fund” มูลค่านับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในฐานะ ”ประธานคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารร่วม” หรือ ”Co-CEO”

ณ ที่แห่งนี้เป็นเหมือน ”บุพเพสันนิวาส” ชักนำให้ Robert Mercer ได้สร้างสัมพันธ์สนิทแนบแน่นกับ Nick Patterson ดีกรีดุษฏีบัณฑิต ด้าน ”คอมพิวเตอร์ชีวภาพ” จากมหาวิทยาเคมบริดจ์ ที่มีความแตกฉานในการใช้การผสมผสานศาสตร์ทางชีววิทยาและคณิตศาสตร์ ทำการวิเคราะห์อณูชีวิตมนุษย์ในระดับจีโนม เพื่อพยากรณ์พฤติกรรมมนุษย์
ปัจจุบันนี้ Nick Patterson ได้รับเกียรติอย่างสูงให้ร่วมอยู่ในคณะกรรมการของมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกาถึง 2 แห่งคือ Harvard และ MIT
ทำนองเดียวกันที่ บริษัท เรเนซองส์เทคโนโลยี แห่งนี้ยังทำให้ Robert Mercer ได้ร่วมงานกับนักคณิตศาสตร์ระดับตำนานอย่าง James Harris Simons

ทีเด็ดของ CA มิได้จำกัดอยู่แค่ Robert Mercer และเครือข่ายเท่านั้น แต่ยังมีคณะบุคคลและเครือข่ายองค์กรระดับพระกาฬ อยู่ในขบวนการอีกพะเนินเทินทึก….

พระกาฬลำดับแรก ต้องยกให้ Steve Bannon วัย 65 ปี ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญอยู่เบื้องหลังการลงหลักปักฐานให้ CA แจ้งเกิดที่มหานครนิวยอร์ค ในดินแดนอเมริกา ในฐานะกิจการในเครือข่าย Strategic Communication Laboratories (SCL) สัญชาติอังกฤษ เมื่อปลายปี 2556 เพื่อรุกตลาดการเมืองอเมริกาเต็มพิกัด
พ่อเจ้าประคุณ Steve Bannon คนนี้มีกิตติศัพท์ ”ใช้เมียเปลือง” แต่มีพื้นฐานความรู้ที่โดดเด่นจาก 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำคือ Virginia Tech-Georgetown University-Harvard และมีประสบการณ์หลากมิติ ทั้งนักการเงิน-นักลงทุน-นักสร้างรายการโทรทัศน์-นักสร้างภาพยนตร์-นักสื่อสารมวลชน-นักวางแผนกลยุทธ-นักบริหารแผนกลยุทธ ทำให้มีเครือข่ายคนคุ้นเคยมากมายหลายวงการ ทั้ง Wall Street-Hollywood-Capitol Hill

พระกาฬเบอร์ลำดับถัดมาคือ Nigel Oakes ชาวอังกฤษ วัย 56 ปี ผู้ให้กำเนิด Strategic Communication Laboratories (SCL) เมื่อปี 2536 ภายใต้แนวคิด “Global Election Management Agency” ทำหน้าที่ให้บริการบริหารจัดการการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งแบบเต็มรูปแบบ ในทุกสนามเลือกตั้งทั่วโลก
กระทาชาย Nigel Oakes ผู้นี้เคยผ่านโรงเรียนเดียวกับเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ อังกฤษ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย คือ ”Eton” ก่อนที่จะไปมุ่งมั่นศึกษาเก็บเกี่ยวความรู้ทางดนตรีและงานวิทยุโทรทัศน์ จาก Darlington School of Music และ National Broadcasting School
Nigel Oakes ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา ไปทำงานด้านโฆษณากับค่ายเอเยนซี่โฆษณายี่ห้อ ”ซาทชิแอนด์ซาทชิ” และผลิตรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับการแข่งขันรถยนต์ “Monte Carlo” ซึ่งเป็นการแข่งขันรถยนต์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก่อนที่จะผันตัวเองมาก่อตั้ง Behavioural Dynamics Institute-BDI) ที่ให้บริการศึกษาวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมศาสตร์ กระทั่งมาสู่การก่อตั้ง Strategic Communication Laboratories (SCL)

ตลอดระยะเวลา 25 ปี ในฐานะ Global Election Management Agency ของ SCL ได้รับความไว้วางใจจากนักการเมืองหลายต่อหลายประเทศ ให้ทำหน้าที่วางแผนและขับเคลื่อนการรณรงค์หาเสียง ในสนามเลือกตั้งกว่า 200 สนามทั่วโลก
ในบรรดานักการเมืองหลายต่อหลายประเทศ ที่ใช้บริการของ SCL มีทั้งอิตาลี-ยูเครน-ลัตเวีย-อินเดีย-โรมาเนีย-อาร์เจนติน่า-ไนจีเรีย-โคลัมเบีย-เคนย่า-เชค-อัฟริกาใต้-ไต้หวัน-อินโดนีเซีย….รวมทั้งนักการเมืองไทย ก็เคยใช้บริการ
รูปแบบการให้บริการของ SCL เพื่อพิชิตชัยชนะในการทำศึกการเมือง เป็นแบบ ”ครบเครื่อง” ทั้ง ถูกกฎหมาย-ผิดกฎหมาย….ใต้ดิน-บนดิน ไม่เว้นแม้กระทั่ง ใต้เตียง-ใต้สะดือ..หรือใต้กระโปรง หากนั่นจะทำให้บรรลุจุดมุ่งหมายหลักคือ ”ชัยชนะ”

พระกาฬลำดับที่ 3 คือ Alexander Nix ชาวอังกฤษ วัย 43 ปี บัณฑิตวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ที่สร้างความเด่นดังแก่ตัวเองในฐานะนักวิเคราะห์การลงทุน Bearing Securities ก่อนที่จะได้รับการชักชวนจาก Nigel Oakes ที่เป็น ”รุ่นพี่” ศิษย์เก่าร่วมโรงเรียนอีตันด้วยกัน ให้มาดำรงตำแหน่งกรรมการ SCL และยังได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ CEO ของ CA อีกด้วย
Mark Turnbull กรรมการผู้จัดการ CA ต้องยกให้เป็นพระกาฬ ลำดับที่ 4 ซึ่งเป็นบุคคลที่อัดแน่นไปด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์…การสื่อสารการตลาด…และการสื่อสารการเมือง

Mark Turnbull เคยให้บริการคำปรึกษาและข้อแนะนำแก่นักการเมือง-รัฐบาล-รัฐวิสาหกิจ-ซีอีโอองค์กรภาคธุรกิจ และเคยมีบทบาทในการขับเคลื่อน Global Leadership Foundation ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของผู้นำระดับโลกทั้งทางการเมืองและภาคธุรกิจ
Mark Turnbull นับเป็นบุคคลที่เชี่ยวชาญช่ำชองการเล่นเกมนอกกรอบ-ใต้ดิน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างข่าวปลอม-ใส่ร้ายป้ายสี-ติดสินบน หรือแม้กระทั่ง ”วางกับดักอาบน้ำผึ้ง” ที่ใช้ผู้หญิงเป็นเครื่องมือคู่แข่งขันทางการเมือง โดยอาศัยข้อมูลข่าวกรองจากหลายแหล่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบรรดาอดีตสายลับที่ยอมขายตัวแลกเงิน
พฤติกรรม ทรัมป์ พาซวย
ทีมระดับพระกาฬของ CA ใช้ขีดความสามารถขั้นเทพทำหน้าที่แบบ ”Full Service Propaganda Machine” อุ้ม โดนัลด์ ทรัมป์ ฝ่าอุปสรรคขวากหนามและแรงเสียดทานสารพัด ก้าวข้ามคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่าง ฮิลลารี่ คลินตัน ไปสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งอเมริกา ชูแนวความคิด “America First” ควบคู่ไปกับ “Make America Great Again” ไปเป็นผลสำเร็จอย่างดงาม ท่ามกลางความตื่นตะลึงของคอการเมืองทั่วโลก…มันเป็นยังงั้นได้ไง(วะ)

แทนที่ขบวนการ CA จะได้เก็บเกี่ยวรางวัลจากความสำเร็จ กลับกลายเป็นต้องเจอเข้ากับ ”ทุกขลาภ” ขนาดมโหฬาร จากการกระทำของทรัมป์ ในฐานะประธานาธิบดี ที่ขยันใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งประธานาธิบดีสร้างศัตรูทั้งในประเทศและนอกประเทศได้ไม่เว้นแต่ละวัน
ผลจากการใช้อำนาจหน้าที่ของ ทรัมป์ในการสร้างศัตรู โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูง ที่ ”เห็นต่าง” ได้นำไปสู่การฟ้องร้องให้ถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง เปิดทางให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมของเขาอย่างละเอียด

ข้อกล่าวหาที่ฉกาจฉกรรจ์ที่สุด ซึ่ง เอฟบีไอ และทีมสอบสวนพิเศษภายใต้ Robert Mueller อัยการพิเศษ ที่มีทักษะด้านการตรวจสอบน่าเกรงขามยิ่ง ให้ความสนใจจดจ่ออย่างสูงคือกรณีสมรู้ร่วมคิดกับรัสเซียในการป้ายสีทำลายล้างฮิลลารี คลินตัน ระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งโค้งสุดท้ายเมื่อปี 2559
ความขะมักเขม้นในการทำหน้าที่ของทั้งเอฟบีไอ และทีมสอบสวนพิเศษ ทำให้สะดุดกับเงื่อนปมความไม่ชอบมาพากลของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของทรัมป์ ซึ่งมีชื่อ CA เข้ามาเกี่ยวข้อง
ปฏิบัติการข่าวปิดบัญชีฉาว CA-SCL
สัญชาตญาณการทำหน้าที่สื่อมวลชนอาชีพของทีมข่าว 5 สำนักใหญ่ประกอบด้วยนิวยอร์คไทม์-ดิออฟเซิร์ฟเวอร์-เดอะการ์เดี้ยน–วอลล์สตรีทเจอนัล สมทบด้วย Channel 4
อ่านปฏิกิริยาของเอฟบีไอ และท่าทีของอัยการพิเศษ Robert Mueller แล้วตีความตรงกันว่ากรณีร้องเรียนทรัมป์ เป็นเรื่องเป็นราวเป็นข่าวใหญ่สะท้านโลกแน่นอน จึงเกาะติดและขุดคุ้ยกันอย่างถึงพริกถึงขิง
ในที่สุด นิวยอร์คไทม์ นำร่อง ด้วยการเปิดโปงพฤติกรรมสกปรกโสโครกของทีม CA ตามด้วยดิออฟเซิร์ฟเวอร์-เดอะการ์เดี้ยน–วอลล์สตรีทเจอนัล และตอกตะปูปิดฝาโลง CA-SCL เบ็ดเสร็จ ด้วยรายงานพิเศษทางโทรทัศน์ ที่ตีแผ่ความโสมมของ CA-SCL อย่างหมดเปลือก ผ่านสถานีโทรทัศน์ Channel 4 เมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา

สาระในรายงานพิเศษของ Channel 4 ดูจะทำให้พระกาฬทุกคนในค่าย CA-SCL กลาย ”เป็นใบ้” ไปตามๆ กัน ด้วยความที่เนื้อหาสะท้อนพฤติกรรมสกปรกทั้งหมดของ CA-SCL ล้วนถูกเล่าผ่านคำพูดและเสียงของผู้บริหารของ CA-SCL ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Alexander Nix ที่เป็น CEO CA และกรรมการ SCL หรือ Mark Turnbull ที่เป็นกรรมการผู้จัดการ CA
พลันที่รายงานพิเศษถูกเผยแพร่ออกไป แรงกระเพื่อมใน CA ก็เกิดขึ้นไล่หลังทันที และลงเอยด้วยการ ”พักงาน” CEO Alexander Nix ในวันรุ่งขึ้น
เฟซบุ๊กระส่ำกระอักพิษ CA-SCL
การถูกขบวนการ CA-SCL แอบกินตับ นับเป็นความอับอายขายขี้หน้าบันลือโลกและเลวร้ายที่สุด รวมไปถึงเสียหายยับเยินอย่างที่สุดของเฟซบุ๊ก นับตั้งแต่แจ้งเกิดเมื่อปี 2547 เป็นต้นมา
มูลค่าความเสียหายเบื้องต้น โดยประเมินจากการหัวปักหัวปำของราคาหุ้นเฟซบุ๊ก ก็ปาเข้าไปไม่น้อยกว่า 62,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ถามว่าทีมเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยของบัญชีข้อมูลเฟซบุ๊กรู้หรือไม่ ??
คำตอบคือรู้ และรายงานผู้บริหารรับทราบ แต่ปฏิกิริยาผู้บริหาร เลือกที่จะประนีประนอมกับขบวนการแอบกินตับ โดยขอร้องให้ทำลายข้อมูลที่แอบขโมยไปนั้นเสีย และคิดว่าขบวนการแอบกินตับ จะซื่อสัตย์ทำตามคำขอร้อง…แต่ตรงกันข้าม กระทั่งถูกนักข่าวนำออกเปิดโปง
ปฏิกิริยาเบื้องต้นจากเฟซบุ๊ก คือ ”แบน” ค่าย CA-SCL ทั้งโละ CA-SCL ออกจากสารบบเฟซบุ๊ก และไม่คบค้าสมาคมด้วยในทุกกรณี
Mark Zuckerberg ซึ่งปิดปากกบดานเงียบกริบมาหลายวันหลังจากเฟซบุ๊กถูกฉุดกระชากเข้าไปพัวพันขบวนการหาเสียงสกปรก ได้ออกมาเปิดปากเป็นครั้งแรกในช่วงวันที่ 21 มี.ค. โดยแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และยืนยันจะไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อีก โดยจะเพิ่มอัตรากำลังคนที่เฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยของข้อมูลจาก 15,000 คน เป็น 20,000 คน

ยิ่งไปกว่านั้นพนักงานจำนวนหนึ่ง ที่รับไม่ได้กับท่าทีอ่อนปวกเปียกของผู้บริหารในการรับมือกับภาวะวิกฤตที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของเฟซบุ๊ก ได้ตัดสินใจ ”ลาออก” ขณะเดียวกัน Mark Zuckerberg ยังต้องเพิ่มตารางนัดหมายไปพบคณะกรรมการการค้าแห่งชาติ (Federal Trade Commission-FTC) เพื่อแก้ต่างข้อกล่าวหาว่าด้วยการปล่อยปละละเลยให้เกิดการล่วงละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมโหฬาร
บทเรียนครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก…เจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัสนักสำหรับเฟซบุ๊กและ Mark Zuckerberg
เรียบเรียง : ศักดิ์ชัย พฤฒิภัค











