
ญี่ปุ่น-ไทย ร่วมมือ 3 โครงการ
พัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่

นายฮิโรชิเกะ เซโกะ รมว.เศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) เตรียมนำคณะเดินทางมาไทยเป็นครั้งที่ 2 ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อหารือถึงความคืบหน้าความร่วมมือกับรัฐบาลไทย ภายใต้นโยบาย Connected Industries ใน 3 โครงการหลักมุ่งพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งประกอบด้วย
1. โครงการพี่ช่วยน้อง (Big Brother) ที่ญี่ปุ่นจะส่งบริษัทชั้นนำ 60 แห่ง มาจับคู่ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับ SMEs ไทย โดยเฉพาะด้าน Internet of Things (IoT) เพื่อเชื่อมไปสู่กลุ่มประเทศ CLMV
2. โครงการ Open Innovation Columbus ส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง Startup ของญี่ปุ่นกับไทยแลกเปลี่ยนนวัตกรรม สร้างเขตนวัตกรรม EECi เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งใหม่ ไม่ได้จำกัดเฉพาะStartup ญี่ปุ่น แต่จะดึงผู้ประกอบการจากประเทศที่เหมาะสมมาร่วมด้วย
3. โครงการ Flex Campus เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นกับนักลงทุนไทย เพื่อนำองค์ความรู้จากญี่ปุ่นมาพัฒนาวิศวกรและอาชีวศึกษาของไทยในภาคอุตสาหกรรมรองรับ industry4.0 โดยเฉพาะในโครงการ EEC

เตือนผู้ประกอบการเร่งศึกษา
ขั้นตอนการค้าหลัง Brexit

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เตือนผู้ประกอบการไทยเร่งศึกษาแนวปฏิบัติด้านศุลกากรและภาษีสรรพสามิตที่สหภาพยุโรปออกประกาศ เพื่อเตรียมรับมือกรณีการ Brexit ของสหราชอาณาจักรที่จะมีผลในวันที่ 30 มีนาคม ปี 2562 ซึ่งจะมีผลต่อขั้นตอนปฏิบัติทั้งด้านเอกสารและพิธีการศุลกากรการนำเข้าและส่งออก ระหว่าง EU กับสหราชอาณาจักร จากเดิมผ่านเข้าออกได้อย่างเสรีเป็นต้องมีใบอนุญาตเช่นเดียวกับประเทศที่สามอื่น
ปัจจุบันสหราชอาณาจักรเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในกลุ่ม EU มูลค่าการค้าประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์

ห่วงหนี้เสียวัยเริ่มทำงาน
สถาบันป๋วยแนะดูแลใกล้ชิด
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เผยบทวิจัยโครงสร้างตลาดสินเชื่อรายย่อยไทยและพฤติกรรมของสถาบันการเงินจากบิ๊กดาต้าของเครดิตบูโร เฉลี่ยหนี้เสียในสินเชื่อรายย่อยราว 43,183 บาทต่อราย และผู้กู้ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี มีสัดส่วนสูงสุดในการค้างชำระสินเชื่อ โดยผู้กู้ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯและเขตเมือง เหตุจากสถาบันการเงินต่างแข่งขันกันออกแคมเปญจูงใจ เช่น สินเชื่อบ้าน รถยนต์ และบัตรเครดิต ทั้งที่คุณภาพสินเชื่ออาจจะด้อยและผู้กู้ไม่พร้อม โดยเฉพาะผู้กู้ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี เป็นวัยเพิ่งเริ่มทำงาน
ทางสถาบันฯ จึงเสนอแนะให้สถานบันการเงินมีนโยบายส่งเสริมการปล่อยสินเชื่อควบคู่ไปกับนโยบายกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดหนี้เสีย

คนไทยซื้อแบรนด์เนม
2 เดือน ทะลุแสนล้านบาท

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ พบว่าคนไทยมีแนวโน้มสั่งซื้อสินค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ทำให้การนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ มีมูลค่า 144,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.02%
ปัจจัยหลักนอกจากจะมาจากกระแสนิยมในการสั่งซื้อสินค้าจากเวบไซต์ชื่อดังที่เพิ่มสูงต่อเนื่องแล้ว ยังมาจากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล ที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาซื้อสินค้าผ่านร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน ทำให้ต้องนำเข้าสินค้าแบรนด์เนมมาวางจำหน่ายรองรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งมาจากเงินบาทแข็งค่าส่งผลให้ผู้ประกอบการเร่งนำเข้าสินค้า
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เตรียมรายงานต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายให้คนไทยซื้อสินค้าแบรนด์ไทยซึ่งมีคุณภาพใกล้เคียงกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ

แพทย์จุฬาฯ เตือนรัฐ
อย่าปกปิดการระบาด “หวัดนก”

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาฯ ยืนยันว่าส่วนตัวมีข้อมูลการล้มตายของสัตว์ใน จ.นครราชสีมา เช่นไก่ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ตายยกฝูง เมื่อสำนักระบาดวิทยาเข้าไปตรวจสอบก็ยืนยันว่าเป็นไข้หวัดนก รวมทั้งเสือปลาในสวนสัตว์โคราชก็ล้มตายซึ่งเป็นสัญญาณเตือนมนุษย์ ว่าเชื้อไข้หวัดนกเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมจนติดต่อไปยังสัตว์ตระกูลใหม่ได้แล้ว
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ระบุว่าการล้มตายของสัตว์ใน จ.นครราชสีมา เกิดขึ้นช่วงสิงหาคม-ตุลาคม ปี 2560 แม้จะควบคุมได้ทันท่วงที แต่กลับปกปิดข้อมูลประชาชน อาจจะเพราะกลัวกระทบต่อการส่งออกไก่ดิบ แต่จะส่งผลเสียอย่างมากในการระวังป้องกัน

“แกร็บ” ยึด “อูเบอร์” สยายปีกคุมอาเซียน

บ.แกร็บ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถโดยสาร ควบรวมกิจการของ บ.อูเบอร์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอูเบอร์ยังมีสัดส่วนการถือหุ้น 27.5% เและ CEO ของอูเบอร์จะเข้าไปร่วมเป็นคณะผู้บริหารของแกร็บ
แกร็บเปิดตัวเมื่อปี 2555 เติมโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันให้บริการครอบคลุม 195 เมืองใหญ่ในเกือบทุกประเทศของอาเซียน ยกเว้นบรูไนและลาว
ด้านอูเบอร์ซึ่งเปิดกิจการก่อนแกร็บ 5 ปี ได้ขายธุรกิจในจีนให้กับ บ.ตีตี ชูซิ่ง ซึ่งเป็นคู่แข่งเจ้าสำคัญ เมื่อปี 2559 และควบรวมกิจการเข้ากับ บ.แยนเดกซ์ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถโดยสารรายใหญ่ในรัสเซีย เมื่อปี 2560 นอกจากนั้นยังมีคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับข้อกฎหมายในหลายประเทศ
ขณะที่ บ.เทมาเส็ก โฮลดิงส์ ของสิงคโปร์ ออกบทวิเคราะห์ว่าอาเซียนเป็นตลาดของธุรกิจแอพพลิเคชั่นเรียกใช้รถโดยสาร ซึ่งขยายตัวรวดเร็วมาก มีแนวโน้มเติบโตจากปัจจุบันอีก 5 เท่า ประมาณ 408,000 ล้านบาท

รัฐบาลมาเลฯ ชงร่าง กม.
คุมเข้มข่าวเท็จ คุก 10 ปี

รัฐบาลมาเลเซียเสนอร่างกฎหมายต่อต้านข่าวสารเท็จเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ครอบคลุมทั้งตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และคลิปเสียง กำหนดบทลงโทษผู้เผยแพร่ข่าวสารเท็จจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี หรือปรับเงินสูงสุดราว 3.9 ล้านบาท หรือทั้งจำและปรับ
นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย คาดหวังว่าเมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะช่วยลดจำนวนข่าวสารเท็จที่เผยแพร่ในสังคม พร้อมยืนยันว่ายังคงคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพอย่างเต็มที่แก่พลเมือง ในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารตามกรอบของรัฐธรรมนูญ
ฝ่ายค้านมาเลเซียตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันสื่อแทบทุกแห่งอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเคร่งครัดจากเจ้าหน้าที่รัฐอยู่แล้ว โดยเฉพาะการเสนอข่าวที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริต













